Palapanyo News
บทที่ ๑๙๔
กายนี้เวลาเกิดมาก็ไม่ได้เอามาเวลาตายไปก็ไม่ได้เอาไป
เป็นดินน้ำไฟลมของโลกมาประกอบเพื่ออาศัยใช้ชั่วคราว
ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าไม่มีตัวเราของเราเป็นเพียงธาตุของโลก
เมื่อจิตวิญญาณมาเกิดในโลกมนุษย์ย่อมนำธาตุของโลกมาประกอบ
จิตวิญญาณมาอาศัยเพื่อเป็นเครื่องมือใช้งานในโลกมนุษย์
เมื่อใดที่หมดเวลาในโลกมนุษย์ก็ทิ้งร่างกายซึ่งเป็นเครื่องมือไว้
ย่อมสมมุติกันว่าตาย แท้จริงไม่มีใครตายเป็นเพียงทิ้งเครื่องมือไว้
เมื่อบุคคลกินข้าวย่อมหยิบเอาช้อนมาใช้งานเมื่อเลิกกินก็ทิ้งช้อนเอาไว้
ช้อนเป็นเครื่องมือสำหรับใช้งานเมื่อเลิกใช้งานก็ทิ้งเอาไว้ตรงนั้น
เช่นเดียวกับจิตวิญญาณที่ทิ้งกายเอาไว้แล้วไปเกิดในภพภูมิอื่น
บทที่ ๑๙๓
ผู้โลภมากในทรัพย์สินคือพวกบ้าหอบฟาง
ผู้โลภในชื่อเสียงเกียรติยศคือพวกติดใจเสียงกบเขียด
ผู้ไม่รู้อนิจจังเข้าใจว่าสมบัติในโลกมีอยู่จริง
ทั้งที่สิ่งทั้งปวงเป็นมายา
ล้วนผ่านมาผ่านไปไม่มีใครเอาไปเมืองผี
ล้วนแต่เป็นมายาภาพฉาบฉวย
หลงติดไปก็เพราะไร้ปัญญา
จะนำพาทุกข์เข็ญมาให้
มีอะไรมากมายไม่สู้อยู่อย่างมักน้อยสันโดษ
มีสมบัติกองท่วมหัวไม่สู้การประพฤติขัดเกลา
พวกมีสมบัติมากก็ยิ่งโหยหิว
อะไรก็เต็มได้แต่ตัณหาความอยากไม่มีเต็ม
โหยหิวกระหายอยากได้ไม่รู้จบไปจนตาย
ถ้าไม่รู้จักพอยิ่งมีมากก็ยิ่งเครียด
อยู่อย่างไร้ จะรู้สึกว่าเจอแก่นแท้ของชีวิต
รู้จักพอเพียง จะพบสุขอยู่แค่เอื้อม
บทที่ ๑๙๒
ความสดชื่นรื่นเริงและความเศร้าโศกเสียใจนั้นเป็นมายา
บัณฑิตย่อมตั้งจิตเป็นกลาง
ไม่หวั่นไหวขึ้นลงต่อสถานการณ์ใดๆ
เป็นผู้ทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์อย่างซื่อสัตย์
มีความภาคภูมิใจที่ได้สร้างประโยชน์สุขแก่มวลชน
ไม่สนใจความมากน้อยของผลประโยชน์ตอบแทนส่วนตน
เป็นผู้มีสายตายาวไกลจึงคิดให้มากกว่ารอคอยรับผล
ผู้สร้างโลกจะเข้มแข็งขึ้นทุกวัน
ผู้เสพเสวยโลกจะอ่อนแอลงทุกวัน
อยู่ที่ใดก็ตามจึงคิดแต่จะให้ คิดแต่จะช่วยเหลือเกื้อกูล
สิ่งที่เราให้ออกไปนั่นแลมีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ในใจของผู้มีศรัทธา
จงศรัทธาในความดีแล้วกระทำอย่าย่อท้อ
การได้สร้างประโยชน์ต่อผู้อื่นจะเติมเต็มใจของบัณฑิต
บทที่ ๑๙๑
ตื่นเต้นอย่างมาก
เมื่อเรื่องตื่นเต้นผ่านไปจะรู้สึกเศร้าสร้อยอย่างแรง
ลิงโลดอย่างมาก
เมื่อเรื่องลิงโลดผ่านไปจะรู้สึกเหงาหงอยอย่างแรง
เป็นสุขอย่างมาก
เมื่อเรื่องเป็นสุขผ่านไปจะรู้สึกเป็นทุกข์อย่างแรง
ผู้ที่อยู่ในวิถีชีวิตที่บำรุงบำเรอตนอย่างยิ่งมิใช่จะดี
ธรรมชาติชีวิตของมนุษย์นั้นเหมือนสปริง
ยิ่งดึงออกไปยาวจะยิ่งหดเข้ามาอย่างแรง
ผู้มีชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมจึงเป็นโรคประสาทกันทั่วหน้า
อยู่อย่างพอเพียงมักน้อยสันโดษดีกว่า
เรียบง่ายจึงจะพบสุขเบาสบาย
ตื่นเต้นลิงโลดจะพบสุกเร่าร้อนแผดเผา
ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างธรรมชาติธรรมดาเป็นที่พอใจของบัณฑิต
มีมากก็รู้จักให้ทานออกไปบ้าง
บทที่ ๑๙๐
ต้องมีเมตตาประกอบกับอุเบกขาจึงช่วยคนสำเร็จ
ถ้ามีแต่เมตตาจะตะบี้ตะบันช่วย
เขาจะระแวงถึงจุดประสงค์การช่วยของเราว่าต้องการอะไร
หรือมิเช่นนั้นก็เกินเลยกาลเทศะทำให้การช่วยไม่เป็นผล
จงรู้จักนิ่งวางเฉยเพื่อดูตาม้าตาเรือดูกาลเทศะ
จงรู้จักสงบนิ่งรอคอยโอกาสอันสมควรที่จะเข้าไปช่วย
คิดแต่จะตะบี้ตะบันช่วยจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี
เขาไม่ต้องการกินข้าวเราไปเคี้ยวข้าวบ้วนใส่ปาก
เขาไม่ต้องการกลืนอาหารเราเอาไม้ไปกระทุ้งคอ
ทำอย่างนี้ก็ได้แต่เขาจะไปอ้วกทิ้ง
คิดช่วยใครต้องรู้จักนิ่งเฉยสงบรอคอยโอกาสอันเหมาะด้วย
จะปล่อยให้เมตตาออกไปทำงานส่งเดชไม่ได้
ต้องใช้อุเบกขาความวางเฉยไปกำกับมีปัญญาไปควบคุม
บทที่ ๑๘๙
เวลามีปัญหาอะไรอย่าเพิ่งคิดให้ตัวเองกลุ้ม
เมื่อใจกลัดกลุ้มจะไม่มีแรงไปแก้ปัญหา
มีเรื่องราวอะไรขึ้นมาจงแก้ไขใจให้คลายทุกข์ก่อน
ใจที่ดีคือองค์ประกอบแรกในการแก้ปัญหาทั้งหลาย
ถ้ามีเครื่องมืออุปกรณ์ครบแต่ใจเสียหายจะทำให้ปัญหาใหญ่ขึ้น
จงมองโลกในแง่ดีไว้ก่อนจะคลายกลุ้ม
ปัญหาทั้งปวงมีทางออกเสมอ
เดิมทีเวลาเกิดมาเราไม่ได้เอาอะไรมาเลย
เมื่อสูญเสียอะไรไปบ้างจงอย่าเห็นเป็นเรื่องใหญ่
เมื่อยามใกล้ตายขาสองแขนสองยังบังคับบัญชาไม่ได้
ฉะนั้นถ้าควบคุมบงการอะไรไม่ได้จงอย่ากลุ้มให้มาก
มีโอกาสได้สัมผัสสายลมแสงแดดก็ดีแล้ว
จะไปเอาอะไรให้มาก
จงทำจิตให้ผ่องใสแล้วทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด
บทที่ ๑๘๘
ทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน
คือไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง
เมื่อรักชอบมากจะสุดโต่งไปข้างหนึ่ง
ย่อมหวงแหนหมกมุ่นผูกรัด
เมื่อเกลียดโกรธมากจะสุดโต่งไปข้างหนึ่ง
ย่อมอาฆาตเคียดแค้นหวังทำลาย
ขณะที่อยู่ในอารมณ์รักมากและโกรธมากย่อมไม่สนใจเหตุผล
ขณะนั้นปัญญาย่อมดับถูกเก็บไม่ได้ใช้งาน
สุดโต่งทั้ง ๒ ข้างย่อมเป็นหนทางผิดพลาด
พระพุทธองค์ตรัสสอนให้หลีกเลี่ยง
ควรนำจิตเข้าสู่เส้นทางสายกลางอันประกอบด้วยสติและปัญญา
ไม่โอนเอนไปตามความชอบความชัง
ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์อย่างเต็มที่ไปตามเหตุและผลอันสมควร
ทางสายกลางจะนำไปสู่ความสำเร็จ
จงดำเนินชีวิตไปด้วยสติและปัญญา
บทที่ ๑๘๗
อย่าให้คะแนนในสิ่งใดว่าแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์
ประสาทสัมผัสของมนุษย์นั้นอ่อนด้อยนัก
ความลำเอียงเข้าข้างตัวเองหรือเพราะสิ่งรักสิ่งเกลียดก็มีบ้าง
กระดาษห่อที่ทำให้ไม่อาจเห็นเนื้อในก็ด้วย
สิ่งเหล่านี้ทำให้การรับรู้ยังไม่แน่นอน
นอกจากนั้นสิ่งทั้งหลายยังไม่แน่นอนเปลี่ยนแปลงได้
ที่เคยดีก็เสียได้
ที่เคยเสียอาจได้รับการแก้ไขไปแล้ว
บัณฑิตรู้ความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งหลายดังนี้
จึงเปิดช่อง "ไม่แน่" ไว้ให้ปัญญาด้วย
ที่ว่าแน่ ๆ อาจพลาดได้
แม้ตั้งทัพอยู่ในที่มั่นคงที่สุดแล้วก็จงอย่าปิดทางถอย
คนฉลาดจะเตรียมช่องทางไว้เผื่อความพลาดพลั้งที่คาดไม่ถึง
ไม่มีอะไรแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์
บทที่ ๑๘๖
อย่ามองโลกอย่างสุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง
สิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลง
เรื่องราวทั้งหลายพลิกแพลงไปได้
สิ่งทั้งปวงเมื่อขึ้นสูงสุดจะต้องลง
เมื่อลงถึงที่สุดจะขึ้น
ขึ้นไปก็เพื่อจะลง ลงไปก็เพื่อจะขึ้น
ร้อนเพื่อจะเย็น เย็นเพื่อจะร้อน
ในที่เย็นจะมีร้อน ในที่ร้อนจะมีเย็น
ตะวันขึ้นสูงสุดจะต่ำลง
มืดถึงที่สุดอรุณจะฉายแสง
สิ่งทั้งปวงเมื่อมองด้วยปัญญาจะเห็นเป็นเพียงมายาภาพ
อย่าไปยึดสิ่งใดเป็นจริงเป็นจัง
สิ่งใดๆก็ไม่เที่ยงแท้
แปรปรวนเปลี่ยนแปรได้ตลอด
บทที่ ๑๘๕
อย่าไปสนใจว่าเดินมาถึงไหนแล้ว
จงสนใจว่าเดินไปในทิศทางขึ้นหรือทิศทางลง
มีแต่ความเพียรพยายามอย่างเดียวไม่ได้
จะต้องมีสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบด้วย
เพราะว่าสัมมาทิฏฐิคือตัวนำส่งไปสู่ทิศทางขึ้น
จงรักษาตนให้อยู่ในทิศทางขึ้น
แม้จะต้องฝ่าฝืนสันดานเดิมอย่างยากลำบาก
เมื่อเดินขึ้นสู่ที่สูงจะต้องลำบากเป็นธรรมดา
แต่จะให้ผลอย่างคุ้มค่า
ลงที่ต่ำง่ายสบายก็จริงอยู่
บัณฑิตทั้งหลายหายินดีไม่
อดทนอดกลั้นในทางขึ้นดีกว่าเบาสบายในทางลง
ค่าของคนอยู่ที่การพัฒนาตน
เหนื่อยนักก็พักหน่อย
แต่อย่าเลิกล้ม
บทที่ ๑๘๔
ท่านผู้เป็นมหาบุรุษ
เมื่อกินอิ่มจะเป็นห่วงคนหิวโหย
ในยามลมหนาวจะเป็นห่วงผู้ไร้ผ้าห่ม
ท่านผู้เป็นมหาบุรุษย่อมมีจิตเมตตาหาประมาณมิได้
เมตตาผู้อื่นเท่ากับเมตตาตนเอง
เมตตาบุตรผู้อื่นเท่ากับเมตตาบุตรตนเอง
สามารถสละความสุขของตนได้เพื่อประโยชน์สุขของมวลชน
สามารถทนทุกข์ยากลำบากเข็ญแต่มิต้องการเบียดเบียนผู้ใด
ยินดีในการให้มากกว่าการครอบครอง
ยินดีในการสละมากกว่าการหวงแหน
ในใจของคนทุกคนก็มีท่านผู้เป็นมหาบุรุษแทรกอยู่
เพียงรอคอยวันเปิดประตูใจเชิญท่านออกมาเท่านั้น
คนธรรมดาอย่างเราก็ออกมาทำความดีที่ยิ่งใหญ่ได้
บทที่ ๑๘๓
ท่านผู้ใจสูงในโลกนี้จะสร้างประโยชน์ใหญ่แต่ใช้ชีวิตเรียบง่าย
เมื่อคิดจะช่วยเหลือส่วนรวมก็ยิ่งไม่อยากล่วงเกินผู้อื่น
เมื่อคิดจะให้ก็ยิ่งไม่อยากเอาเปรียบใคร
เมื่อคิดจะช่วยเหลือคนก็ยิ่งไม่อยากให้ใครเดือดร้อนเพราะตัวเอง
เมื่อเมตตายิ่งใหญ่จึงขวนขวายมอบสิ่งที่ตัวเองมีให้แก่โลก
โดยพยายามเรียกร้องทวงคืนให้น้อยที่สุด
เมื่อยิ่งให้ก็ยิ่งอยากสละ
เห็นรอยยิ้มคนอื่นแล้วปลื้มใจยิ่งนัก
เมื่อได้ช่วยใครก็ไม่คิดทวงบุญคุณ
ยิ่งใจสูงก็ยิ่งถ่อมตน
มีอะไรก็อยากจะให้ออกไปอย่างเดียว
สร้างประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่มวลชน
แต่ใช้ชีวิตเรียบง่าย
บทที่ ๑๘๒
ทุกครั้งที่เราทรยศคดโกง
จิตวิญญาณของเราจะซึมซับความเจ็บปวดเดือดร้อน
เพียงแต่ว่าบุคคลผู้นั้นไม่รู้สึกตัว
เมื่อบุคคลรับสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกาย
บุคคลผู้นั้นมิได้ทราบเลย
แต่ร่างกายกำลังดำเนินไปสู่ความเดือดร้อน
จิตวิญญาณของคนทุกคนโหยหาคุณงามความดี
แต่คนบางคนไม่มีปัญญาล่วงรู้
จึงทำแต่ความชั่วอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
จิตวิญญาณของเขาย่อมเสื่อมคุณภาพลงทุกที
อบายภูมิคือจุดหมายของจิตวิญญาณที่เสื่อมคุณภาพ
จงรู้สำนึกก่อนที่จะสายเกินไป
บทที่ ๑๘๑
วันเวลาที่ผ่านมาของคนย่อมนำมาซึ่งประสบการณ์
จงสร้างสมประสบการณ์ด้วยอุดมการณ์แห่งความซื่อตรง
ใจคดย่อมจะนำไปสู่ประสบการณ์คด
ประสบการณ์คดย่อมนำไปสู่ชีวิตที่คด
มีชีวิตเสพสุขไปวันๆแต่หาความภาคภูมิใจไม่ได้
ชีวิตจะมีประโยชน์อะไร?
ถ้าระลึกถึงชีวิตตนเองแล้วต้องละอายแก่ใจทุกครั้ง
สมบัติที่คดโกงมาจะช่วยอะไรได้
ความซื่อสัตย์ซื่อตรงจะสร้างความภาคภูมิใจให้ตนเองได้
ถึงไม่มีใครเคารพ ยังสามารถไหว้ตัวเองได้สนิทใจ
บทที่ ๑๘๐
การสร้างกุศลนั้นให้ตั้งใจกระทำเพื่อพัฒนาจิต
อย่าทำกุศลเพื่อชื่อเสียงเกียรติยศ
อย่าทำกุศลเพื่อเอาหน้าเอาตา
ทำความดีให้บริสุทธิ์
จงมีศรัทธาในความดีแล้วทำไป
ทำความดีเพื่อความดี
เพราะว่าความดีนั้นสูงค่ายิ่งแล้ว
จะทำความดีเพื่อไปแลกของที่มีราคาต่ำกว่ากระนั้นหรือ
จงศรัทธาในความดี
แล้วความดีจะอุ้มชูเราอย่างอัศจรรย์
ธรรมะย่อมคุ้มครองรักษาผู้ประพฤติธรรม
ขอเพียงแต่ว่าทำให้จริง
ทำจริงได้ของจริง
ทำเล่นได้ของเล่น
ธรรมะของพระพุทธเจ้าสามารถท้าพิสูจน์ได้ทุกกาลสมัย
ขอเพียงให้เรามีศรัทธาจริงแล้วทำให้จริง
ประพฤติธรรมเพื่อธรรมอย่าเพื่ออย่างอื่น
บทที่ ๑๗๙
อย่าไปกลัวผีที่ไหน
ผีที่ร้ายที่สุดอยู่ที่ใจเราชั่ว
เมื่อใจเราชั่วจะกลายเป็นผีร้ายเสียเอง
ต้องไปสู่อบายภูมิอันเป็นแหล่งรวมจิตวิญญาณชั้นต่ำ
ไม่มีใครสามารถทำให้เราลงสู่ที่ต่ำได้เท่ากับใจเราชั่ว
คนไร้ค่าจะกลัวแต่สิ่งเลวร้ายภายนอกไม่กลัวความชั่วในใจตน
เหมือนกับกลัวแดดร้อนภายนอกเลยเข้าไปหลบในบ้านที่ไฟไหม้
ถ้าบ้านไฟไหม้จะเดือดร้อนยิ่งกว่าโดนแดดเผา
ถ้าใจเราเลวก็เสียทุกอย่าง
ถ้าใจเราชั่วก็หาที่พึ่งอื่นไม่ได้
จงละอายต่อบาปในใจตน จงเกรงกลัวต่อบาปในใจตน
พึงมีศรัทธายิ่งยวดในการละชั่วประพฤติดี
ถ้าจิตเราดีชื่อว่าทำลายผีตัวใหญ่ไปเสียได้
เมื่อจิตเราดีก็คือการทำลายขุมนรกเสียสิ้น
บทที่ ๑๗๘
ชีวิตย่อมมีขึ้นมีลง ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน
สมบูรณ์พูนสุขอาจไม่อยู่ตลอด ความตกต่ำอาจมาเยือน
เวลาได้ดีมีสุขอย่าหลงระเริงลืมตน
อย่าคิดแต่จะตอบสนองความต้องการของตนฝ่ายเดียว
เมื่อเราได้ดีแล้วจงเปิดทางรอดให้คนอื่นบ้าง
จะทำให้เราไม่เจอทางตัน
เมื่อเราเป็นสุขแล้วจงช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์บ้าง
จะทำให้เราไม่เจอทางตกต่ำ
เมื่อเราอิ่มแล้วจงช่วยให้คนอื่นพ้นจากความหิวโหยบ้าง
จะทำให้เราไม่เจอความตกอับ
คนเรานั้นถ้าทำอะไรออกไป ก็จะได้กลับคืนมาอย่างนั้น
ถ้าเราใจดำกับผู้อื่น เขาก็จะใจดำกับเรา
ถ้าเราใจดีกับผู้อื่น เขาก็จะใจดีกับเรา
จงเมตตาต่อผู้อื่นบ้าง อย่าสนใจแต่ความต้องการของตนเอง
บทที่ ๑๗๗
ความเห็นผิดนั้นมีโทษภัยใหญ่หลวงนัก
ทำให้หลุดคลาดไปจากทางเจริญ
ทำให้ต้องหลงไปสู่เส้นทางหายนะ
นำไปสู่ทิศทางลงเหว
เดินไปเส้นทางทุกข์โดยเข้าใจว่าเป็นสุข
ทำให้ต้องจับมีดทางคม
ถูกหลอกให้เอามือจับถ่านไฟ
ความเห็นผิดนั้นมีโทษภัยใหญ่หลวงนัก
ท่านผู้เป็นบัณฑิตพึงสมาทานสัมมาทิฏฐิให้มั่นคง
พร้อมทั้งเผยแพร่สัมมาทิฏฐิให้มั่นคงแพร่ขยายในโลก
ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคลังของสัมมาทิฏฐิ
บัณฑิตย่อมมีศรัทธาในธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างมั่นคง
พยายามเกื้อหนุนให้พระธรรมแพร่ขยายตั้งมั่นมั่นคงในโลก
เพื่อประโยชน์อันสูงสุดแก่ตนและผู้อื่น
เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของโลกธาตุ
บทที่ ๑๗๖
คนทั้งหลายชอบลืมคนที่สำคัญที่สุดในชีวิต
ผู้นั้นคอยช่วยเราทุกเรื่องเราจึงไม่ใส่ใจ
เราคิดแต่จะเอาใจคนอื่นไม่เคยสนใจคนที่เป็นห่วงเราตลอด
เขาช่วยเราด้วยน้ำใจรักอันบริสุทธิ์เราเลยเห็นเขาเป็นของตาย
ของตายที่เราไม่ต้องสนใจใส่ใจเลยก็ได้
บุคคลผู้หนึ่งคิดจะปลูกต้นไม้
ขวนขวายแต่การบำรุงกิ่งใบไม่เคยสนใจบำรุงราก
บุคคลผู้นี้คือคนโง่เขลาเบาปัญญา
คนโง่จะไม่สนใจบำรุงคนที่เป็นต้นเหตุแห่งความเจริญ
คิดแต่จะเอาอกเอาใจคนอื่นโดยไม่เคยใส่ใจความรู้สึกของบุพการี
คนอกตัญญูในโลกนี้เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาทั้งสิ้น
ปลูกต้นไม้แต่ไม่เคยใส่ใจบำรุงราก
คนกตัญญูย่อมใส่ใจเอื้อเฟื้อบำรุงบุพการี
บทที่ ๑๗๕
เมื่อได้ผลประโยชน์อะไรแล้วหวงแหนเอาไว้เฉพาะตัว
ไม่รู้จักขวนขวายเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปัน
ผู้นั้นกำลังสร้างศัตรูแวดล้อมอยู่รอบตัว
กำลังพัฒนาสาเหตุของความตกอับให้เกิดขึ้น
เมื่อรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จะมีมิตรอยู่รอบตัว
สมบัติทั้งหลายเป็นของคู่โลก
เราเกิดก็ไม่ได้เอามา เราตายก็ไม่ได้เอาไป
รู้จักใช้สมบัติของโลกเพื่อสร้างมิตรภาพให้เกิดขึ้น
เป็นการลงทุนน้อยแต่ได้ผลประโยชน์คุ้มค่า
สมบัติของผู้ตระหนี่กลายเป็นของไร้ค่า
หวงแหนเอาไว้ก็ไม่สามารถนำเข้าโลงไปด้วย
เกื้อกูลผู้อื่นบ้าง ใจจะเกิดสุข
รู้จักแต่หวงแหนตระหนี่ จะมีแต่ความทุกข์







Recent comments
12 weeks 9 hours ago
13 weeks 3 days ago
13 weeks 4 days ago
41 weeks 1 day ago
41 weeks 2 days ago
41 weeks 2 days ago
41 weeks 2 days ago
41 weeks 2 days ago
41 weeks 5 days ago
41 weeks 5 days ago