python: ปกิณกะ

บันทึก python

ใช้ไพธอนทำ...

คู่มือและตัวอย่าง

ลิงก์รอศึกษา

 

Topic: 

Python Tutorial (ลูบไพธอน)

เอามาจาก Python Tutorial

ตั้งใจเขียนให้อ่านสนุก ๆ นะครับ ห้ามจริงจังเด็ดขาด

1. เกริ่น (Whetting Your Appetite)

ไพธอนเป็น ...

  • ภาษาสคริปต์ ทำงานแบบแปลทีละบรรทัดคำสั่ง (Interpreter)
  • มีหมวดโต้ตอบ (Interactive) ทำให้ทดลองเล่น และทดสอบแบบสั้น ๆ ได้
  • สามารถเขียนให้สั้นกระชับและอ่านง่าย เนื่องจากใช้ย่อหน้าในการกำหนดบล๊อก
  • สามารถขยายเชื่อมต่อกับภาษา C ได้
  • รันได้ค่อนข้างเร็ว เมื่อเทียบกับภาษาสคริปต์ตัวอื่น ๆ ซึ่งอาจดูผลทดลองเปรียบเทียบได้ที่ shootout.alioth.debian.org: Python benchmarks

สำหรับเดเบียน ไพธอนจะถูกติดตั้งมาเป็นค่าปริยาย แต่หากถูกถอดออกไปแล้ว ก็สามารถติดตั้งใหม่ด้วยคำสั่ง

$ sudo aptitude install python

2. ใช้งานไพธอนแบบบรรทัดคำสั่ง (Using the Python Interpreter)

2.1 เรียกใช้ตัวแปลบรรทัดคำสั่ง (Invoking the Interpreter)
2.2 ตัวแปลคำสั่งและสภาพแวดล้อม (The Interpreter and Its Environment)



2.1 เรียกใช้ตัวแปลบรรทัดคำสั่ง (Invoking the Interpreter)

ในเดเบียนตัวโปรแกรมไพธอนจะอยู่ที่ /usr/bin/python ซึ่งจะเป็นลิงก์โยงไปหาตัวไพธอนรุ่นที่เราติดตั้งจริง ๆ เช่น

$ which python
/usr/bin/python
$ ls -l /usr/bin/python
lrwxrwxrwx 1 root root 9 2006-12-26 19:18 /usr/bin/python -> python2.4

จะเห็นว่ารุ่นของไพธอนตามตัวอย่าง เป็นรุ่น 2.4

ซึ่งไดเรกทอรี่ /usr/bin จะอยู่ในพาธการค้นหาโปรแกรมอยู่แล้ว ดังนั้นเราสามารถเรียกใช้ได้ง่าย ๆ ว่า

$ python

สำหรับลินุกซ์ดิสโตรอื่นก็คล้าย ๆ กัน

ในวินโดวส์ เมื่อติดตั้งไพธอนเสร็จแล้ว ตัวโปรแกรมจะไปอยู่ที่ C:\Python24 ซึ่งเราอาจต้องเพิ่มในพาธเอง ด้วยการเข้าสู่ Command Prompt และพิมพ์ดังนี้

set path=%path%;C:\python24

ทั้งหมดนี้เป็นการเรียกใช้ตัวแปลบรรทัดคำสั่งของไพธอน ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้งานแบบโต้ตอบกับตัวแปลภาษาได้
แต่ยังมีอีกกรณีหนึ่งคือ หากเราต้องการเพียงแค่ทดลองเพียงคำสั่งเดียวแล้วออกจากไพธอนเลย เราอาจใช้รูปแบบเป็น python -c command [arg] เช่น

$ python -c 'print "abcd"'
abcd

2.1.1 การส่งผ่านค่า (Argument Passing)

เมื่อเรียกใช้ตัวแปลบรรทัดคำสั่ง ค่าตามหลังที่เราส่งผ่านให้กับโปรแกรม จะถูกเก็บไว้ที่ตัวแปร sys.argv โดย...

  • ถ้าหากเรียกโดยไม่มีค่าตามหลัง เช่น python : sys.argv[0] จะเป็นสตริงก์ว่าง
  • หากเรียกด้วย python - : sys.argv[0] จะบรรจุค่า "-"
  • หากเรียกด้วยตัวเลือก -c หรือ -m : sys.argv[0] จะเก็บค่า "-c" และชื่อมอดูลตามลำดับ ค่าอื่นหลังจากนี้ จะถูกเก็บไว้ในตัวแปร sys.argv เพื่อให้คำสั่งหรือมอดูลได้เรียกใช้งานต่อไป
2.1.2 ใช้งานแบบโต้ตอบ (Interactive Mode)

พร้อมต์หลัก (Primary prompt) คือ >>>

$ python
Python 2.4.4 (#2, Apr  5 2007, 20:11:18) 
[GCC 4.1.2 20061115 (prerelease) (Debian 4.1.1-21)] on linux2
Type "help", "copyright", "credits" or "license" for more information.
>>> 

แต่หากยังไม่จบบล๊อก จะใช้พร้อมต์ตาม (Secondary promt) คือ ... ดังนี้

>>> the_world_is_flat = 1
>>> if the_world_is_flat:
...     print "Be careful not to fall off!"
... 
Be careful not to fall off!


2.2 ตัวแปลคำสั่งและสภาพแวดล้อม (The Interpreter and Its Environment)

2.2.1 การจัดการข้อผิดพลาด (Error Handling)

เมื่อเกิดข้อผิดพลาด ไพธอนจะรายงานข้อผิดพลาดและรายทางของการผิดพลาด โดย

  • ถ้าอยู่ในหมวดการโต้ตอบ ไพธอนจะกลับสู่พร๊อมต์หลัก
  • ถ้าอยู่ในหมวดการทำงานจากไฟล์ ไพธอนจะออกมาด้วยตัวเลขรายงานสถานะที่ไม่ใช่ศูนย์ (ถ้าเป็นศูนย์คือไม่เกิดข้อผิดพลาด)

รายงานความผิดพลาดทั้งหมดจะถูกส่งไปยังสายการรายงานข้อผิดพลาดของระบบ (standard error stream) และการแสดงผลก็จะถูกส่งไปยังเอาต์พุตของระบบเช่นกัน

การกดคีย์เพื่อขัดจังหวะ เช่น Control-C หรือ DEL จะ...

  • ถ้าขณะอยู่ระหว่างเครื่องหมายพร๊อมต์ จะยกเลิกการป้อนข้อมูลทั้งหมด และกลับสู่พร้อมต์หลัก
  • ถ้าเป็นขณะการรัน ข้อยกเว้น KeyboardInterrupt จะถูกยกขึ้นมา ซึ่งเราสามารถจัดการได้โดยผ่านประโยคคำสั่ง try
2.2.2 การทำให้สคริปต์รันได้ (Executable Python Scripts)

แค่เติม Hash bang ที่บรรทัดแรกของสคริปต์ ก็จะทำให้สคริปต์สามารถรันได้

#! /usr/bin/env python

อย่าลืมเปลี่ยนโหมดให้รันได้ด้วย

$ chmod +x myscript.py
2.2.3 การแจ้งการเข้ารหัสอักขระของโค๊ด (Source Code Encoding)

หากมีส่วนของโค๊ดที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษล้วน ควรแจ้งการเข้ารหัสอักขระด้วย ด้วยการเติมต่อจากบรรทัดแรกว่า

# -*- coding: encoding -*- 

สามารถดูรหัสอักขระทั้งหมดที่ Python Library Reference ในหัวข้อ codecs

เช่น ถ้าจะกำหนดค่าตัวแปรให้มีสัญญลักษณ์การเงินยูโร เราอาจเลือกใช้การเข้ารหัสอักขระเป็น ISO-8859-15 (ค่า ordinal คือ 164) ซึ่งในสคริปต์นี้จะพิมพ์ค่า 8364 ซึ่งเป็นค่ายูนิโค๊ดของสัญญลักษณ์ยูโร

# -*- coding: iso-8859-15 -*-
 
currency = u"€"
print ord(currency)

แต่สำหรับยุคนี้ ควรเลือกใช้ UTF-8 ดีกว่าเยอะ เพราะรองรับอักขระทุกตัวในโลก

2.2.4 การสร้างไฟล์เริ่มต้นสำหรับหมวดโต้ตอบ (The Interactive Startup File)

ในการใช้งานหมวดโต้ตอบ บางครั้งอาจต้องตั้งค่าเริ่มต้นให้ระบบ โดยการใส่ชื่อโปรแกรมที่ต้องการรันในการเริ่มต้นให้กับตัวแปรแวดล้อมชื่อ PYTHONSTARTUP (คล้ายกับการตั้งค่าไฟล์ .profile ในลินุกซ์)

เราสามารถขยายความสามารถนี้ โดยให้ไฟล์เริ่มต้นหลักมาดูในไดเรคทอรี่ปัจจุบันก่อน ว่ามีไฟล์ที่มีชื่อตามที่เรากำหนดหรือไม่ ถ้ามีก็จะรันตามที่เรากำหนดไว้ เช่นถ้ากำหนดให้ใช้ชื่อว่า .pythonrc.py ก็ใช้คำสั่งว่า "if os.path.isfile('.pythonrc.py'): execfile('.pythonrc.py')" เป้นต้น

การสร้างไฟล์เริ่มต้นทำได้โดยบรรจุคำสั่งนี้ในสคริปต์

import os
filename = os.environ.get('PYTHONSTARTUP')
if filename and os.path.isfile(filename):
    execfile(filename)

3. รู้จักไพธอน (An Informal Introduction to Python)

3.1 ใช้งานเป็นเครื่องคิดเลข (Using Python as a Calculator)
3.2 ลองเขียนสักสคริปต์นึง (First Steps Towards Programming)


ตัวอย่างจะใช้เครื่องหมาย # แทนคอมเมนต์
เช่น

# this is the first comment
SPAM = 1                 # and this is the second comment
                         # ... and now a third!
STRING = "# This is not a comment."


3.1 ใช้งานเป็นเครื่องคิดเลข (Using Python as a Calculator)

3.1.1 ตัวเลข (Numbers)

ในหมวดโต้ตอบ เราใช้แทนเครื่องคิดเลขได้เลย เช่น

>>> 2+2
4

>>> # This is a comment
... 2+2
4

>>> 2+2  # and a comment on the same line as code
4

>>> (50-5*6)/4
5

>>> # Integer division returns the floor:
... 7/3
2

>>> 7/-3
-3

กำหนดค่าให้ตัวแปรด้วย = ตามปกติ

>>> width = 20
>>> height = 5*9
>>> width * height
900

กำหนดทีละหลายตัวแปรพร้อมกันก็ได้

>>> x = y = z = 0  # Zero x, y and z
>>> x
0

>>> y
0

>>> z
0

รองรับทศนิยมลอยด้วย โดยมีหลักว่า ถ้าต้นทางเป็นจำนวนเต็ม ผลจะเป็นจำนวนเต็มด้วย ถ้าต้นทางเป็นทศนิยมลอย ผลจะเป็นทศนิยมลอยด้วย (ถ้าผสมกันก็จะเป็นทศนิยมลอยเช่นกัน)

>>> 3 * 3.75 / 1.5
7.5

>>> 7 / 2
3

>>> 7.0 / 2
3.5

จำนวนเชิงซ้อนก็ได้ โดยตัวเลขจินตภาพจะต้องต่อท้ายด้วย "j" หรือ "J" โดยมีรูปแบบเป็น "(real+imagj)" หรือเขียนแบบฟังก์ชั่นว่า "complex(real, imag)"

>>> 1j * 1J
(-1+0j)

>>> 1j * complex(0,1)
(-1+0j)

>>> 3+1j*3
(3+3j)

>>> (3+1j)*3
(9+3j)

>>> (1+2j)/(1+1j)
(1.5+0.5j)

ตัวเลขในจำนวนเชิงซ้อน จะถูกตีความเป็นทศนิยมลอยเสมอ และสามารถแยกตัวเลขจริงกับตัวเลขจินตภาพด้วยการเขียนในรูปแบบออปเจคต์คือ z.real และ z.imag

>>> a=1+0.5j
>>> a.real
1.0

>>> a.imag
0.5

ไม่สามารถใช้ฟังก์ชั่นการแปลงตัวเลขปกติ คือ float(), int() และ long() กับจำนวนเชิงซ้อนได้
แต่สามารถใช้ฟังก์ชั่น abs(z) หาค่าสัมบูรณ์ และใช้ z.real หาค่าจำนวนจริงของ z ได้

>>> a=3.0+4.0j

>>> float(a)
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
TypeError: can't convert complex to float; use abs(z)

>>> a.real
3.0

>>> a.imag
4.0

>>> abs(a)  # sqrt(a.real**2 + a.imag**2)
5.0

พิเศษสำหรับหมวดโต้ตอบ ค่าที่ถูกพิมพ์ออกมาเป็นครั้งสุดท้าย จะถูกเก็บไว้ในตัวแปรพิเศษคือ _ เราอาจนำตัวแปรนี้ไปใช้ในการคำนวนค่าต่อ ๆ ไป

>>> tax = 12.5 / 100
>>> price = 100.50
>>> price * tax
12.5625

>>> price + _
113.0625

>>> round(_, 2)
113.06

*** เนื่องจาก _ เป็นตัวแปรพิเศษดังกล่าว ดังนั้นเพื่อป้องกันความผิดพลาด จึงไม่ควรกำหนดค่าให้มัน ควรใช้เป็นตัวแปรเฉพาะตามวัตถุประสงค์ของไพธอนเท่านั้น

3.1.2 สตริงก์ (Strings)

สามารถใช้งานสตริงก์ได้ทั้งอัญประกาศเดี่ยวและคู่ (Single & Double quote)

>>> 'spam eggs'
'spam eggs'

>>> 'doesn\'t'
"doesn't"

>>> "doesn't"
"doesn't"

>>> '"Yes," he said.'
'"Yes," he said.'

>>> "\"Yes,\" he said."
'"Yes," he said.'

>>> '"Isn\'t," she said.'
'"Isn\'t," she said.'

ใช้สตริงก์แบบหลายบรรทัด โดย...

  • ใช้อักขระ \ (Backslash) ในการแยก เช่น
    >>> hello = "This is a rather long string containing\n\
    ... several lines of text just as you would do in C.\n\
    ...     Note that whitespace at the beginning of the line is\
    ...  significant."
    
    >>> print hello
    This is a rather long string containing
    several lines of text just as you would do in C.
        Note that whitespace at the beginning of the line is significant.
  • ใช้สตริงก์ดิบ (raw string) โดยใช้ r นำหน้าเครื่องหมายอัญประกาศ ซึ่งก็จะให้ผลแบบดิบ ๆ
    >>> hello = r"This is a rather long string containing\n\
    ... several lines of text much as you would do in C."
    
    >>> print hello
    This is a rather long string containing\n\
    several lines of text much as you would do in C.
  • หรือใช้ตรีอัญประกาศ คือ """ หรือ ''' อันนี้ใช้ง่ายแบบธรรมชาติ
    >>> print """
    ... Usage: thingy [OPTIONS] 
    ...      -h                        Display this usage message
    ...      -H hostname               Hostname to connect to
    ... """
    Usage: thingy [OPTIONS] 
         -h                        Display this usage message
         -H hostname               Hostname to connect to
  • ที่สำคัญคือ เริ่มต้นด้วยอัญประกาศแบบไหน ก็ต้องปิดท้ายด้วยอัญประกาศแบบนั้นเสมอ

ใช้ + ในการเชื่อมสตริงก์ และ * ในการเชื่อมแบบซ้ำ ๆ

>>> word = 'Help' + 'A'
>>> word
'HelpA'

>>> '<' + word*5 + '>'
'<HelpAHelpAHelpAHelpAHelpA>'

ในหมวดโต้ตอบนี้ ช่องว่างระหว่างสตริงก์ถูกประมวลผลเป็นการเชื่อมสคริงก์ แต่ใช้ได้กับสคริงก์อย่างเดียว ฟังกืชั่นไม่เกี่ยว

>>> 'str' 'ing'                   #  <-  This is ok
'string'

>>> 'str'.strip() + 'ing'   #  <-  This is ok
'string'

>>> 'str'.strip() 'ing'     #  <-  This is invalid
  File "<stdin>", line 1, in ?
    'str'.strip() 'ing'
                      ^
SyntaxError: invalid syntax

สตริงก์ทำตัวเป็น อาเรย์ของอักขระ ดังนั้นจึงสามารถอ้างถึงแบบอาเรย์ได้ โดยอ้างเป็นช่วงด้วย : (colon) ซึ่งไพธอนเรียกช่วงของสตริงก์นี้ว่าสไลซ์ (slice)

>>> word[4]
'A'

>>> word[0:2]
'He'

>>> word[2:4]
'lp'

ถ้าละเลย ไม่ใส่ค่าดัชนี ถ้าเป็นดัชนีข้างหน้า จะถูกตีความเป็นศูนย์ และตัวหลังจะถูกตีความเป็นความยาวสตริงก์

>>> word[:2]    # The first two characters
'He'

>>> word[2:]    # Everything except the first two characters
'lpA'

สตริงก์ในไพธอนไม่เหมือนกับภาษาซี ไพธอนไม่สามารถเปลี่ยนค่าสคริงก์โดยอ้างจากดัชนีได้

>>> word[0] = 'x'
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
TypeError: object doesn't support item assignment

>>> word[:1] = 'Splat'
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
TypeError: object doesn't support slice assignment

แต่ก็สร้างใหม่ได้ไม่ยาก

>>> 'x' + word[1:]
'xelpA'

>>> 'Splat' + word[4]
'SplatA'

>>> x = word[:]
>>> x = 'Splat' + x[4]
>>> x
'SplatA'

ลูกเล่นเล็กน้อย ให้ผลเป็น s เหมือนเดิม

>>> word[:2] + word[2:]
'HelpA'

>>> word[:3] + word[3:]
'HelpA'

ดัชนีที่มีค่านอกช่วงที่มีจริง ไพธอนจะแสดงเป็นอักขระว่างให้ โดยไม่รายงานความผิดพลาด

>>> word[1:100]
'elpA'

>>> word[10:]
''

>>> word[2:1]
''

ดัชนีเป็นค่าลบ จะเป็นการนับจากขวามาซ้าย

>>> word[-1]     # The last character
'A'

>>> word[-2]     # The last-but-one character
'p'

>>> word[-2:]    # The last two characters
'pA'

>>> word[:-2]    # Everything except the last two characters
'Hel'

ยกเว้น -0 มีค่าเท่ากับ 0 จึงนับจากซ้ายเป็นปกติ

>>> word[-0]     # (since -0 equals 0)
'H'

ถ้าระบุดัชนีเป็นช่วง ไพธอนจะจัดการค่าที่ไม่เป็นจริงให้ทั้งหมด แต่ถ้าใช้ดัชนีตัวเดียว ถ้าค่าดัชนีไม่เป็นจริง ไพธอนจะแสดงค่าผิดพลาด

>>> word[-100:]
'HelpA'

>>> word[-10]    # error
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
IndexError: string index out of range

เทคนิกการจำเรื่องช่วงดัชนีคือ ให้คิดว่าดัชนีเป็นค่าที่อยู่ระหว่างอักขระ ที่ซ้ายสุดเป็น 0 และขวาสุดเป็นขนาดสตริงก์

 +---+---+---+---+---+ 
 | H | e | l | p | A |
 +---+---+---+---+---+ 
 0   1   2   3   4   5 
-5  -4  -3  -2  -1

สำหรับดัชนีที่เป็นค่าบวก ขนาดของสไลซ์คือผลต่างของค่าตัวเลขดัชนี เช่นขนาดของ word[1:3] คือ 2

เราหาขนาดของสตริงก์ด้วยฟังก์ชั่น len()

>>> s = 'supercalifragilisticexpialidocious'
>>> len(s)
34

ดูเพิ่มเติม
เรื่อง

3.1.3 สตริงแบบยูนิโค๊ด (Unicode Strings)

เริ่มใช้ในไพธอนรุ่น 2.0 ในการจัดการข้อมูลแบบยูนิโค๊ด (ดู http://www.unicode.org/)

ใช้งานเหมือนสตริงก์ปกติ เวลาเขียนใช้ u นำหน้าอัญประกาศ

>>> u'Hello World !'
u'Hello World !'

ถ้าอักขระยูนิโค๊ดตัวไหนพิมพ์ยาก อาจใช้ \u (Python Unicode-Escape) นำหน้า
แสดงตัวอย่างเป็นอักขระเคาะวรรค (space) คือ \u0020

>>> u'Hello\u0020World !'
u'Hello World !'

ในการใช้สตริงก์ดิบกับยูนิโค๊ด ใช้ ur นำหน้า และต้องใส่อักขระ \ สองตัว ไม่งั้นจะตีความเป็น Python Unicode-Escape ดูยุ่งยากเล็กน้อย แต่จะมีประโยชน์สำหรับการใช้งาน regular expresstion

>>> ur'Hello\u0020World !'
u'Hello World !'

>>> ur'Hello\\u0020World !'
u'Hello\\\\u0020World !'

จริง ๆ แล้ว ไพธอนเก็บข้อมูลสตริงก์เป็นอักขระยูนิโค๊ดอยู่แล้ว (อาจเปลี่ยนแปลงในรุ่นหน้า คือรุ่น 3.0) ดังนั้นการใช้ฟังก์ชั่น str() กับอักขระยูนิโค๊ด จึงแสดงข้อผิดพลาด เว้นเสียแต่ว่าอักขระเหล่านั้นมีรหัส ASCII น้อยกว่า 127 คือเป็นภาษาอังกฤษธรรมดา

>>> u"abc"
u'abc'

>>> str(u"abc")
'abc'

>>> u"äöü"
u'\xe4\xf6\xfc'

>>> str(u"äöü")
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
UnicodeEncodeError: 'ascii' codec can't encode characters in position 0-2: ordinal not in range(128)

การแปลงการเข้ารหัสอักขระเป็นรหัสอักขระต่าง ๆ เราใช้ฟังก์ชั่น encode()

>>> u"äöü".encode('utf-8')
'\xc3\xa4\xc3\xb6\xc3\xbc'

เป็นการแปลงสตริงก์ u"äöü" ไปเป้นสตริงก์แบบ utf-8

และใช้ฟังก์ชั่น unicode() ในการแปลงกลับ

>>> unicode('\xc3\xa4\xc3\xb6\xc3\xbc', 'utf-8')
u'\xe4\xf6\xfc'
3.1.4 ลิสต์ (Lists)

ข้อมูลลิสต์ถือเป็นข้อเด่นที่สุดข้อหนึ่งของไพธอน เป็นการเอาข้อมูลมาจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ภายใต้เครื่องหมายวงเล็บ [] โดยข้อมูลย่อยไม่จำเป็นต้องเป็นชนิดเดียวกัน

>>> a = ['spam', 'eggs', 100, 1234]
>>> a
['spam', 'eggs', 100, 1234]

การใช้ดัชนีในการอ้างถึงข้อมูลย่อยภายใน ใช้งานคล้ายกับสตริงก์

>>> a[0]
'spam'

>>> a[3]
1234

>>> a[-2]
100

>>> a[1:-1]
['eggs', 100]

>>> a[:2] + ['bacon', 2*2]
['spam', 'eggs', 'bacon', 4]

>>> 3*a[:3] + ['Boo!']
['spam', 'eggs', 100, 'spam', 'eggs', 100, 'spam', 'eggs', 100, 'Boo!']

แต่ต่างจากสตริงก์ตรงที่ข้อมูลย่อยภายในสามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้ โดยการอ้างจากดัชนี

>>> a
['spam', 'eggs', 100, 1234]

>>> a[2] = a[2] + 23
>>> a
['spam', 'eggs', 123, 1234]

>>> a[2] = 10
>>> a
['spam', 'eggs', 10, 1234]

กำหนดค่าเป็นช่วงสไลซ์ก็ได้

>>> # Replace some items:
... a[0:2] = [1, 12]
>>> a
[1, 12, 123, 1234]

>>> # Remove some:
... a[0:2] = []
>>> a
[123, 1234]

>>> # Insert some:
... a[1:1] = ['bletch', 'xyzzy']
>>> a
[123, 'bletch', 'xyzzy', 1234]

>>> # Insert (a copy of) itself at the beginning
... a[:0] = a
>>> a
[123, 'bletch', 'xyzzy', 1234, 123, 'bletch', 'xyzzy', 1234]

>>> # Clear the list: replace all items with an empty list
... a[:] = []
>>> a
[]

ใช้ฟังก์ชั่น len() ในการหาขนาดลิสต์ (จำนวนสมาชิก)

>>> len(a)
8

ซ้อนลิสต์ในลิสต์ก็ได้

>>> q = [2, 3]
>>> p = [1, q, 4]
>>> len(p)
3

>>> p[1]
[2, 3]

>>> p[1][0]
2

>>> p[1].append('xtra')     # See section 5.1
>>> p
[1, [2, 3, 'xtra'], 4]

>>> q
[2, 3, 'xtra']

จากตัวอย่างนี้ ตัวแปร p[1] กับตัวแปร q เป็นออปเจกต์อันเดียวกัน (การใช้ลิสต์ต้องระวังตรงนี้นิดนึง)


3.2 ลองเขียนสักสคริปต์นึง (First Steps Towards Programming)

การใช้งานไพธอนง่ายตรงนี้ คือเราจะเขียนโค๊ดเล็ก ๆ แล้วก็จับมาต่อ ๆ กันไป กลายเป็นสคริปต์ที่ซับซ้อนสำหรับใช้งานจริง
เริ่มด้วยโค๊ดอมตะ อนุกรมฟิโบแนคซี่ (Fibonacci)

>>> # Fibonacci series:
... # the sum of two elements defines the next
... a, b = 0, 1

>>> while b < 10:
...       print b
...       a, b = b, a+b
... 
1
1
2
3
5
8

ความรู้ใหม่

  • บรรทัดแรกเป็นการกำหนดหลายตัวแปรทีละหลายค่า (multiple assignment) ในที่นี้ a คือ 0 และ b คือ 1
  • การวนรอบโดยใช้คำสั่ง while คำสั่งนี้จะตีความว่า นิพจน์หลังคำสั่ง while จะเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ศุนย์หรือค่าว่าง จะเป็นจริงเสมอ โดยที่การเปรียบเทียบจะใช้สัญญลักษณ์เหมือนภาษาซี คือ < คือน้อยกว่า > คือมากกว่า == คือเท่ากันกับ <= คือน้อยกว่าหรือเท่ากับ >= คือมากกว่าหรือเท่ากับ และ != คือไม่เท่ากับ
  • สักเกตุการเยื้องของบล๊อก ซึ่งไพธอนใช้การเยื้องในการจัดกลุ่มบล๊อก (สำหรับกลุ่มเดียวกัน ต้องเยื้องให้เท่ากัน)
  • คำสั่ง print มีข้อพิเศษคือ
    • ไม่เกี่ยงชนิดข้อมูล ทำให้เขียนโค๊ดง่าย
      >>> i = 256*256
      >>> print 'The value of i is', i
      The value of i is 65536
    • ใช้ , หากไม่ต้องการขึ้นบรรทัดใหม่
      >>> a, b = 0, 1
      >>> while b < 1000:
      ...     print b,
      ...     a, b = b, a+b
      ... 
      1 1 2 3 5 8 13 21 34 55 89 144 233 377 610 987

4. คำสั่งควบคุม (More Control Flow Tools)

4.1 ประโยค if ( if Statements)
4.2 ประโยค for ( for Statements)
4.3 ฟังก์ชั่น range() (The range() Function)
4.4 คำสั่ง break และ continue และวลี else สำหรับการวนรอบ ( break and continue Statements, and else Clauses on Loops)
4.5 คำสั่ง pass ( pass Statements)
4.6 นิยามฟังก์ชั่น (Defining Functions)
4.7 เพิ่มเติมเรื่องฟังก์ชั่น (More on Defining Functions)


เมื่อกี้ได้รู้จักคำสั่ง while แล้ว บทนี้เรามารู้จักคำสั่งควบคุมให้มากขึ้น


4.1 ประโยค if ( if Statements)

>>> x = int(raw_input("Please enter an integer: "))
>>> if x < 0:
...      x = 0
...      print 'Negative changed to zero'
... elif x == 0:
...      print 'Zero'
... elif x == 1:
...      print 'Single'
... else:
...      print 'More'
...

มี elif กี่ตัวก็ได้ และมี else หรือไม่มีก็ได้ (ภาษาอื่นอาจมี switch และ case แต่ไพธอนใช้ if อย่างเดียว)


4.2 ประโยค for ( for Statements)

for ของไพธอน ต่างจากภาษาอื่นเล็กน้อย ตอนวนรอบ แทนที่จะใช้ตัวนับซึ่งเป็นตัวเลข ไพธอนกลับใช้ลำดับแทน (เช่น สตริงก์ ลิสต์ หรือทูเปิล)

>>> # Measure some strings:
... a = ['cat', 'window', 'defenestrate']
>>> for x in a:
...     print x, len(x)
... 
cat 3
window 6
defenestrate 12


4.3 ฟังก์ชั่น range() (The range() Function)

ใช้สร้างลิสต์จากช่วงของตัวเลขจำนวนเต็ม
แบบง่าย

>>> range(10)
[0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9]

อาจกำหนดเป็นช่วง

>>> range(5, 10)
[5, 6, 7, 8, 9]

หรือแบบกำหนดขนาดขั้นของการเพิ่มด้วย

>>> range(0, 10, 3)
[0, 3, 6, 9]

>>> range(-10, -100, -30)
[-10, -40, -70]

ใช้ร่วมกับ len() กับลิสต์ (การทำงานกับลิสต์แบบอ้างอิงจากดัชนี จะใช้วิธีนี้เป็นปกติ)

>>> a = ['Mary', 'had', 'a', 'little', 'lamb']
>>> for i in range(len(a)):
...     print i, a[i]
...
0 Mary
1 had
2 a
3 little
4 lamb


4.4 คำสั่ง break และ continue และวลี else สำหรับการวนรอบ ( break and continue Statements, and else Clauses on Loops)

คำสั่ง break ส่งผลให้หลุดจากวงรอบที่คำสั่งนี้บรรจุอยู่
ส่วน continue จะมีผลให้หยุดการทำงานที่จุดนั้น แล้วกลับไปเริ่มวนรอบใหม่
วลี else ใช้สำหรับเมื่อหลุดจากการวนแล้ว จะทำภายในบล๊อกนี้หนึ่งครั้ง ยกเว้นถ้าพบคำสั่ง break

>>> for n in range(2, 10):
...     for x in range(2, n):
...         if n % x == 0:
...             print n, 'equals', x, '*', n/x
...             break
...     else:
...         # loop fell through without finding a factor
...         print n, 'is a prime number'
... 
2 is a prime number
3 is a prime number
4 equals 2 * 2
5 is a prime number
6 equals 2 * 3
7 is a prime number
8 equals 2 * 4
9 equals 3 * 3


4.5 คำสั่ง pass ( pass Statements)

คำสั่ง pass ไม่ทำอะไรเลย แต่มีไว้เผื่อเวลาเราวางโครงสร้างโค๊ดไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้เขียนท่อนนั้น ก็บรรจุคำสั่งนี้ไว้เพื่อให้สามารถทดสอบการรันได้

>>> while True:
...       pass # Busy-wait for keyboard interrupt
...


4.6 นิยามฟังก์ชั่น (Defining Functions)

เอาตัวอย่างในการเขียนอนุกรมฟิโบแนคซี่มาเขียน

>>> def fib(n):    # write Fibonacci series up to n
...     """Print a Fibonacci series up to n."""
...     a, b = 0, 1
...     while b < n:
...         print b,
...         a, b = b, a+b
... 

>>> # Now call the function we just defined:
... fib(2000)
1 1 2 3 5 8 13 21 34 55 89 144 233 377 610 987 1597

ฟังก์ชั่น ขึ้นต้นด้วย def ตามด้วยชื่อฟังก์ชั่นและวงเล็บซึ่งบรรจุอาร์กิวเมนต์ หลังจากนี้จะเป็นบล๊อกที่ต้องเยื้องย่อหน้า
บรรทัดพิเศษต่อจากชื่อฟังก์ชั่น อาจใส่คำอธิบายการทำงานของฟังก์ชั่นได้เลย ซึ่งไพธอนจะไม่ตีความเป็นโค๊ดที่จะรัน บรรทัดนี้เรียกว่า docstring

ตัวแปรในฟังก์ชั่นจะถือเป็นตัวแปรท้องถิ่นทั้งหมด เว้นแต่เรากำหนดให้เป็นตัวแปรร่วม ซึ่งต้องกำหนดด้วยคำสั่ง global

การส่งผ่านค่าตัวแปร จะถือเป็นการส่งผ่านโดยค่าทั้งหมด (pass by value)

ชื่อฟังก์ชั่นสามารถถูกกำหนดค่าให้กับตัวแปรได้

>>> fib
<function fib at 10042ed0>

>>> f = fib
>>> f(100)
1 1 2 3 5 8 13 21 34 55 89

>>> f
<function fib at 10042ed0>

ฟังก์ชั่นในไพธอนจะคืนค่ากลับมาเสมอ ซึ่งปกติจะใช้ด้วยคำสั่ง return VALUE แต่ในตัวอย่างข้างต้นไม่มีการคืนค่าด้วยคำสั่ง return กรณีนี้ไพธอนจะคืนค่าเป็นค่าพิเศษคือ None

>>> print fib(0)
None

จากตัวอย่างข้างต้น สามารถเขียนในรูปฟังก์ชั่นที่ส่งคืนค่าดังนี้

>>> def fib2(n): # return Fibonacci series up to 
...     """Return a list containing the Fibonacci series up to n.""
...     result = [
...     a, b = 0, 
...     while b < n
...         result.append(b)    # see belo
...         a, b = b, a+
...     return resul
...
>>> f100 = fib2(100)    # call i
>>> f100                # write the result
[1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89]

ความรู้ใหม่

  • ฟังก์ชั่นที่ไม่ระบุการคืนค่า จะส่งค่ากลับเป็น None
  • คำสัง result.append(b) เป็นเมธอดของลิสต์ result เมธอดก็คือฟังก์ชั่นที่เป็นเฉพาะของออปเจคต์นั้น ซึ่งมีรูปแบบการเขียนเป็น obj.methodname
    จากตัวอย่างการใช้เมธอด result.append(b) มีผลเท่ากับ "result = result + [b]" แต่เขียนได้กระชับและเข้าใจง่ายกว่า


4.7 เพิ่มเติมเรื่องฟังก์ชั่น (More on Defining Functions)

มีหลักในการกำหนดค่าอาร์กิวเมนต์คือ

4.7.1 แบบกำหนดค่าปริยาย (Default Argument Values)

เป็นการกำหนดค่าปริยายให้กับอาร์กิวเมนต์ มีรูปแบบว่าอาร์กิวเมนต์ที่จะกำหนดค่าปริยายให้ จะต้องอยู่ทางขวาเสมอ ส่วนตัวที่ไม่กำหนด จะต้องอยู่ทางซ้ายเสมอ

def ask_ok(prompt, retries=4, complaint='Yes or no, please!'):
    while True:
        ok = raw_input(prompt)
        if ok in ('y', 'ye', 'yes'): return True
        if ok in ('n', 'no', 'nop', 'nope'): return False
        retries = retries - 1
        if retries < 0: raise IOError, 'refusenik user'
        print complaint

การใช้งานเช่น ask_ok('Do you really want to quit?')
หรือ ask_ok('OK to overwrite the file?', 2, 'Please answer y or n')
จากตัวอย่างหลัง retries คือ 2 และ complaint คือ 'Please answer y or n'

ในตัวอย่างนี้ มีคำใหม่คือ in เป็นการดูว่าตัวแปร ok อยู่ภายในช่วงที่กำหนดหรือไม่

ข้อควรระวัง

  • การกำหนดค่าให้กับอาร์กิวเมนต์ จะกำหนดในครั้งแรกครั้งเดียว จึงต้องระมัดระวังในการใช้งาน ตามตัวอย่างคือ
    >>> i = 5
    >>> def f(arg=i):
    ...     print arg
    ... 
    >>> f()
    5
    
    >>> i=6
    >>> f()
    5
  • ตัวแปรที่เป็น mutable คือลิสต์ ทูเปิล และอินสแตนซ์ของคลาส ต้องระวังในการใช้งานอย่างยิ่ง เนื่องจากเมื่อมันถูกกำหนดค่าแล้ว ค่าของมันจะยังคงอยู่ภายในฟังก์ชั่นนั้น เวลาอ้างถึงในรอบหลัง ๆ จะทำให้ผิดพลาดได้
    >>> def f(a, L=[]):
    ...     L.append(a)
    ...     return L
    ... 
    >>> print f(1)
    [1]
    
    >>> print f(2)
    [1, 2]
    
    >>> print f(3)
    [1, 2, 3]

    วิธีแก้คือ ให้หลีกเลื่ยงข้อมูลชนิดนี้ในการกำหนดค่าปริยาย จากตัวอย่างจะดัดแปลงฟังก์ชั่นเป็น

    def f(a, L=None):
        if L is None:
            L = []
        L.append(a)
        return L
4.7.2 แบบระบุคีย์เวิร์ด (Keyword Arguments)

เหมือนกับหัวข้อก่อนหน้า แต่ในหัวข้อนี้ เจาะจงอธิบายลักษณะที่กำหนดเป็นคีย์เวิร์ด มีรูปแบบคือ "keyword = value"

def parrot(voltage, state='a stiff', action='voom', type='Norwegian Blue'):
    print "-- This parrot wouldn't", action,
    print "if you put", voltage, "volts through it."
    print "-- Lovely plumage, the", type
    print "-- It's", state, "!"

การใช้งาน

  • แบบนี้ใช้ได้
    parrot(1000)
    parrot(action = 'VOOOOOM', voltage = 1000000)
    parrot('a thousand', state = 'pushing up the daisies')
    parrot('a million', 'bereft of life', 'jump')
  • แบบนี้ผิด
    parrot()                     # ผิดเพราะขาดค่าที่ไม่มีค่าปริยาย คือ voltage
    parrot(voltage=5.0, 'dead')  # ผิดเพราะค่าปริยายอยู่ซ้าย จริง ๆ ต้องอยู่ขวา
    parrot(110, voltage=220)     # ผิดเพราะกำหนดค่าซ้อน
    parrot(actor='John Cleese')  # ผิดเพราะชื่อไม่มีชื่อคีย์เวิร์ด actor

ตัวอย่างการรายงานข้อผิดพลาดของการกำหนดค่าซ้อน

>>> def function(a):
...     pass
... 
>>> function(0, a=0)
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
TypeError: function() got multiple values for keyword argument 'a'

ตัวอย่างต่อไปจะแสดงให้เห็นประโยชน์ที่แท้จริงของหัวข้อนี้ คือ การระบุอาร์กิวเมนต์แบบให้ง่ายต่อการพลิกแพลง คือเราสามารถระบุอาร์กิวเมนต์แบบอ้างอิงได้ โดยมีรูปแบบคือ

def function_name(normal_parameter, *tuple_parameter, **dictionary_parameter)

ตัวอย่างคือ

def cheeseshop(kind, *arguments, **keywords):
    print "-- Do you have any", kind, '?'
    print "-- I'm sorry, we're all out of", kind
    for arg in arguments: print arg
    print '-'*40
    keys = keywords.keys()
    keys.sort()
    for kw in keys: print kw, ':', keywords[kw]

เรียกใช้ด้วยคำสั่ง

cheeseshop('Limburger', "It's very runny, sir.",
           "It's really very, VERY runny, sir.",
           client='John Cleese',
           shopkeeper='Michael Palin',
           sketch='Cheese Shop Sketch')

ในที่นี้

  • อาร์กิวเมนต์ธรรมดา คือ kind = 'Limburger'
  • อาร์กิวเมนต์ที่เป็นทูเปิล คือ arguments = ("It's very runny, sir.", "It's really very, VERY runny, sir.")
  • อาร์กิวเมนต์ที่เป็นดิกชันนารี คือ keywords = { client:'John Cleese', shopkeeper:'Michael Palin', sketch:'Cheese Shop Sketch' }

ผลลัพธ์คือ

-- Do you have any Limburger ?
-- I'm sorry, we're all out of Limburger
It's very runny, sir.
It's really very, VERY runny, sir.
----------------------------------------
client : John Cleese
shopkeeper : Michael Palin
sketch : Cheese Shop Sketch

ความรู้ใหม่
จากตัวอย่างเรียกใช้เมธอด sort() ในการเรียงข้อมูลดัชนี ซึ่งเป็นเมธอดของลิสต์
ลิสต์นี้ได้มาจากการหาดัชนีของดิกชันนารี keyword ได้ออกมาเป็นลิสต์ชื่อ keys ด้วยเมธอดของดิกชันนารีคือ keys()

4.7.3 การกำหนดจำนวนอาร์กิวเมนต์ที่ยืดหยุ่น (Arbitrary Argument Lists)

หากเราส่งผ่านอาร์กิวเมนต์แบบอ้างอิงซึ่งจะกลายเป็นทูเปิลแล้ว เราจะได้ความยืดหยุ่นในการกำหนดอาร์กิวเมนต์ ตัวอย่างคือ

>>> def testparm(x, *y):
...   print 'x=',x,'y=',y
...
>>> testparm('a',1,2,3)
x= a y= (1, 2, 3)

หรือ

>>> def testparm(x, *y):
...   print 'x=', x, 'y=', 
...   for i in y:
...     print i,
... 

>>> testparm('a',1,2,3)
x= a y= 1 2 3

ตัวอย่างในบทความต้นฉบับคือ

def fprintf(file, format, *args):
    file.write(format % args)
4.7.4 ถอดอาร์กิวเมนต์จากลิสต์หรือดิกชันนารี (Unpacking Argument Lists)

จากตัวอย่างก่อน ๆ ที่เรารู้เรื่องการผ่านค่าแบบอ้างอิงเป็นทูเปิลและดิกชันนารีแล้ว เราสามารถพลิกแพลงได้ เช่น
ในตัวอย่างนี้ใช้ลิสต์แทนทูเปิล (ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่า ลิสต์และทูเปิลสามารถใช้แทนกันได้แบบตรง ๆ )

>>> range(3, 6)             # normal call with separate arguments
[3, 4, 5]

>>> args = [3, 6]
>>> range(*args)            # call with arguments unpacked from a list
[3, 4, 5]

ตัวอย่างนี้เป็นดิกชันนารี

>>> def parrot(voltage, state='a stiff', action='voom'):
...     print "-- This parrot wouldn't", action,
...     print "if you put", voltage, "volts through it.",
...     print "E's", state, "!"
...
>>> d = {"voltage": "four million", "state": "bleedin' demised", "action": "VOOM"}
>>> parrot(**d)
-- This parrot wouldn't VOOM if you put four million volts through it. E's bleedin' demised !
4.7.5 แลมบ์ด้า (Lambda Forms)

ยืมความสามารถเรื่อง Functional Programming แบบภาษา Lisp มาใช้
โครงสร้างชวนเวียนหัวหน่อย ดูตัวอย่างดีกว่า
แบบไม่ใช้ lambda

>>> def f(x):
...   return x*2
... 
>>> f(3)
6

ใช้ lambda แบบแรก

>>> g = lambda x: x*2
>>> g(3)
6

ใช้ lambda แบบชั่วคราวจริง ๆ

>>> (lambda x: x*2)(3)
6

อีกตัวอย่างนึง ใช้ผสมกับฟังก์ชั่น

>>> def make_incrementor(n):
...     return lambda x: x + n
...
>>> f = make_incrementor(42)
>>> f(0)
42

>>> f(1)
43
4.7.6 ข้อความอธิบายการทำงาน (Documentation Strings)

บรรทัดแรกถัดจากชื่อฟังก์ชั่น เป็นบรรทัดพิเศษที่ใส่บรรทัดข้อความอธิบายการทำงานของฟังก์ชั่น ถ้าใช้ตรีอัญประกาศ """ หรือ ''' ก็สามารถเขียนได้หลายบรรทัด

สามารถเรียกดูข้อความในบรรทัดนี้ได้จากเมธอด function_name.__doc__

ตัวอย่าง

>>> def my_function():
...     """Do nothing, but document it.
... 
...     No, really, it doesn't do anything.
...     """
...     pass
... 

>>> print my_function.__doc__
Do nothing, but document it.

    No, really, it doesn't do anything.

5. โครงสร้างข้อมูล (Data Structure)

5.1 ลิสต์อีกที (More on Lists)
5.2 ประโยค del (The del statement)
5.3 ทูเปิล (Tuples and Sequences)
5.4 เซ็ต (Sets)
5.5 ดิกชันนารี (Dictionaries)
5.6 เทคนิกการวนรอบ (Looping Techniques)
5.7 เงื่อนไข (More on Conditions)
5.8 น้ำหนักของข้อมูลแบบลำดับ (Comparing Sequences and Other Types)


บทนี้จะอธิบายเทคนิกการใช้งานข้อมูล


5.1 ลิสต์อีกที (More on Lists)

เวลาใช้งานจริง เราจะใช้ลิสต์มากหน่อย เพราะมันเปลี่ยนแปลงค่าได้ เลยทำให้มีเมธอดของลิสต์เยอะหน่อย

append(x)
เติมสมาชิกต่อท้ายลิสต์ มีค่าเทียบเท่า a[len(a):] = [x]

>>> a=[1,2,3]
>>> a.append(4)
>>> a
[1, 2, 3, 4]
extend(L)
ยกลิสต์ L ทั้งยวง ไปขยายต่อท้าย a คือ a[len(a):] = L

>>> a=[1,2,3]
>>> L=[4,5,6]
>>> a.extend(L)
>>> a
[1, 2, 3, 4, 5, 6]
insert(i, x)
แทรกสมาชิก x ในตำแหน่ง i

  • a.insert(0, x) ก็คือการไปแทรกข้างหน้า
  • a.insert(len(a), x) ก็คือการไปต่อท้าย คือ a.append(x)
>>> a=[1,2,3]
>>> a.insert(2,0)
>>> a
[1, 2, 0, 3]
remove(x)
ลบสมาชิกตัวแรกที่มีค่าเท่ากับ x ถ้าไม่มีเท่าจะเกิดข้อผิดพลาด

>>> a=[1,2,3]
>>> a.remove(2)
>>> a
[1, 3]

>>> a.remove(2)
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
ValueError: list.remove(x): x not in list
pop([i])
ถอดสมาชิกในตำแหน่ง i ออก ถ้าละเลยไม่ใส่ค่า i จะถอดตัวสุดท้ายออกแทน

>>> a=[1,2,3]
>>> a.pop(1)
2

>>> a
[1, 3]
index(x)
คืนค่าดัชนีของลิสต์ ตัวที่มีค่าเท่ากับ x ถ้าไม่มีค่าเท่าเลยจะแจ้งความผิดพลาด

>>> a=[1,2,3]
>>> a.index(2)
1
count(x)
นับจำนวนสมาชิกที่มีค่าเท่ากับ x

>>> a=[2,2,2,9,4,4,4,4]
>>> a.count(2)
3
sort()
จัดเรียงสมาชิก

>>> a=[1,5,4,2,3]
>>> a.sort()
>>> a
[1, 2, 3, 4, 5]
reverse()
กลับตำแหน่งสมาชิก

>>> a=[1,5,4,2,3]
>>> a.reverse()
>>> a
[3, 2, 4, 5, 1]


ตัวอย่างรวมอีกทีนึง

>>> a = [66.25, 333, 333, 1, 1234.5]
>>> print a.count(333), a.count(66.25), a.count('x')
2 1 0

>>> a.insert(2, -1)
>>> a.append(333)
>>> a
[66.25, 333, -1, 333, 1, 1234.5, 333]

>>> a.index(333)
1

>>> a.remove(333)
>>> a
[66.25, -1, 333, 1, 1234.5, 333]

>>> a.reverse()
>>> a
[333, 1234.5, 1, 333, -1, 66.25]

>>> a.sort()
>>> a
[-1, 1, 66.25, 333, 333, 1234.5]
5.1.1 ทำลิสต์เป็นสแต็ค (Using Lists as Stacks)

ถ้าจะใช้งานลิสต์แบบสแต็คคือ เข้าก่อนออกหลัง ก็แค่ใช้เมธอดให้เหมาะสม คือเติมด้วย append() แล้วเอาออกด้วย pop()

>>> stack = [3, 4, 5]
>>> stack.append(6)
>>> stack.append(7)
>>> stack
[3, 4, 5, 6, 7]

>>> stack.pop()
7

>>> stack
[3, 4, 5, 6]

>>> stack.pop()
6

>>> stack.pop()
5

>>> stack
[3, 4]
5.1.2 ใช้งานลิสต์แบบคิว (Using Lists as Queues)

คือ เข้าก่อนออกก่อน ก็ใช้ append() และ pop(0) ตามลำดับ

>>> queue = ["Eric", "John", "Michael"]
>>> queue.append("Terry")           # Terry arrives
>>> queue.append("Graham")          # Graham arrives
>>> queue.pop(0)
'Eric'

>>> queue.pop(0)
'John'

>>> queue
['Michael', 'Terry', 'Graham']
5.1.3 ฟังก์ชั่นที่ใช้ในการโปรแกรมแบบฟังก์ชั่น (Functional Programming Tools)

มี 3 ตัว (ไม่นับคำสั่ง lambda)

filter(function, sequence)
filter จะกรองผลลัพธ์จากข้อมูลนำเข้าภายในช่วง sequence เฉพาะถ้า function คืนค่าที่เป็นจริง (ไม่ใช่ศูนย์หรือ None) งงนิดหน่อย ดูตัวอย่างดีกว่า เป็นการหาจำนวนเฉพาะ

>>> def f(x): return x % 2 != 0 and x % 3 != 0
...
>>> filter(f, range(2, 25))
[5, 7, 11, 13, 17, 19, 23]
map(function, sequence)
map จะง่ายกว่า คือจะเอาค่าจาก sequence ไปทำงานใน function แล้วคืนช่วงของผลลัพธ์ออกมาเป็นลิสต์

>>> def cube(x): return x*x*x
...
>>> map(cube, range(1, 11))
[1, 8, 27, 64, 125, 216, 343, 512, 729, 1000]

หาก function ต้องการอาร์กิวเมนต์มากกว่าหนึ่งตัว ก็ต้องใส่ sequence ด้วยจำนวนที่เท่ากัน

>>> seq = range(8)
>>> def add(x, y): return x+y
... 
>>> map(add, seq, seq)
[0, 2, 4, 6, 8, 10, 12, 14]

>>> s2 = range(10,18)
>>> map(add, seq, s2)
[10, 12, 14, 16, 18, 20, 22, 24]

>>> s3 = range(18, 10, -1)
>>> map(add, seq, s3)
[18, 18, 18, 18, 18, 18, 18, 18]
reduce(function, sequence)
เอาผลลัพธ์จาก sequence ชุดแรก ไปเป็นข้อมูลนำเข้าให้ function กับ sequence ชุดต่อ ๆ ไป จนหมดข้อมูล

>>> def add(x,y): return x+y
...
>>> reduce(add, range(1, 11))
55

ถ้าไม่มีข้อมูลจาก sequence จะแสดงข้อผิดพลาด

>>> reduce(add, range(0))
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
TypeError: reduce() of empty sequence with no initial value

เพื่อเป็นการป้องการการผิดพลาดดังกล่าว อาจใส่อาร์กิวเมนต์ตัวที่สามซึ่งจะกลายเป็นค่าเริ่มต้นให้กับ function เพื่อป้องกันกรณีลิสต์ว่าง ดังนี้

>>> def xsum(seq):
...     def add(x,y): return x+y
...     return reduce(add, seq, 0)
... 

>>> xsum(range(1, 11))
55

>>> xsum([])
0

5.1.4 ลิสต์จากลิสต์ (List Comprehensions)

เป็นโครงสร้างเฉพาะตัวของไพธอนที่ยืมมาจากภาษา Haskell/ML ในการสร้างลิสต์ใหม่จากลิสต์ที่มีอยู่ ใช้มากในไพธอน มีรูปแบบเป็น

[f(x) for x in L [ if p(x) ] ]

แปลว่า ให้สร้างลิสต์ด้วยฟังก์ชั่น f จากลิสต์ L สมาชิกต่อสมาชิก โดยแต่ละสมาชิกจะต้องมีค่า p(x) ที่เป็นจริง

โครงสร้างส่วนหลัง ตรงที่เป็น if ... เป็นตัวเลือก อาจใส่หรือไม่ก็ได้

ตัวอย่าง

>>> freshfruit = ['  banana', '  loganberry ', 'passion fruit  ']
>>> [weapon.strip() for weapon in freshfruit]
['banana', 'loganberry', 'passion fruit']

>>> vec = [2, 4, 6]
>>> [3*x for x in vec]
[6, 12, 18]

>>> [3*x for x in vec if x > 3]
[12, 18]

>>> [3*x for x in vec if x < 2]
[]

>>> [[x,x**2] for x in vec]
[[2, 4], [4, 16], [6, 36]]

>>> [x, x**2 for x in vec]     # error - parens required for tuples
  File "<stdin>", line 1, in ?
    [x, x**2 for x in vec]
               ^
SyntaxError: invalid syntax

>>> [(x, x**2) for x in vec]
[(2, 4), (4, 16), (6, 36)]

>>> vec1 = [2, 4, 6]
>>> vec2 = [4, 3, -9]
>>> [x*y for x in vec1 for y in vec2]
[8, 6, -18, 16, 12, -36, 24, 18, -54]

>>> [x+y for x in vec1 for y in vec2]
[6, 5, -7, 8, 7, -5, 10, 9, -3]

>>> [vec1[i]*vec2[i] for i in range(len(vec1))]
[8, 12, -54]

>>> [str(round(355/113.0, i)) for i in range(1,6)]
['3.1', '3.14', '3.142', '3.1416', '3.14159']


5.2 ประโยค del (The del statement)

ใช้งานคล้าย ๆ pop() แต่เลือกช่วงได้ด้วย จึงต้องระบุดัชนีเสมอ

>>> a = [-1, 1, 66.25, 333, 333, 1234.5]
>>> del a[0]
>>> a
[1, 66.25, 333, 333, 1234.5]

>>> del a[2:4]
>>> a
[1, 66.25, 1234.5]

>>> del a[:]
>>> a
[]

สามารถใช้ del ในการลบตัวแปรได้ด้วย

>>> del a


5.3 ทูเปิล (Tuples and Sequences)

ทูเปิลคล้ายกับลิสต์ ต่างกันตรงเป็นข้อมูลที่สามารถกำหนดค่าได้ครั้งเดียว จึงเหมาะที่จะใช้ในงานที่ต้องการค่าคงที่
ลิสต์ใช้วงเล็บก้ามปู [] แต่ทูเปิลใช้วงเล็บธรรมดา () หรืออาจละเลยไม่ใส่ก็ได้ โดยใส่แค่จุลภาค , ตามหลังสมาชิก (แต่ต้องระวังตัวเองงงเอง)

>>> t = 12345, 54321, 'hello!'
>>> t[0]
12345

>>> t
(12345, 54321, 'hello!')

>>> # Tuples may be nested:
... u = t, (1, 2, 3, 4, 5)
>>> u
((12345, 54321, 'hello!'), (1, 2, 3, 4, 5))

ตัวอย่างการละเลยการใส่วงเล็บ ซึ่งถ้าดูผ่าน ๆ อาจสับสนได้

>>> empty = ()
>>> singleton = 'hello',    # <-- note trailing comma
>>> len(empty)
0

>>> len(singleton)    # ได้ค่าเป็น 1 เพราะเป็นทูเปิลที่มีสมาชิก 1 ตัว  
1

>>> singleton
('hello',)

การละเลยการใส่วงเล็บในตอนกำหนดค่า ไพธอนเรียกว่า การอัดข้อมูลเป็นอนุกรม (sequence packing) ในกรณีนี้คือ tuple packing (ถ้าละเลยการใส่วงเล็บแล้ว จะถือว่าเป็นข้อมูล tuple เสมอ)

t = x, y, z

และยังสามารถกำหนดค่าแบบย้อนกลับได้ อันนี้เรียกว่า การแตกข้อมูลอนุกรม (sequence unpacking)

x, y, z = t

(ซึ่งถ้าเขียนให้ถูกจริง ๆ แล้วคือ (x, y, z) = t)

และแน่นอนว่าใช้กับลิสต์ได้เช่นเดียวกัน

[x, y, z] = t


5.4 เซ็ต (Sets)

ไพธอนรุ่นหลัง เติมความสามารถเรื่องเซ็ตเข้าไป ซึ่งเซ็ตก็คือลิสต์ที่สามารถใช้งานในลักษณะเซ็ตได้ เช่น การทำยูเนียนและอินเตอร์เซคเป็นต้น

>>> basket = ['apple', 'orange', 'apple', 'pear', 'orange', 'banana']
>>> fruit = set(basket)               # create a set without duplicates
>>> fruit
set(['orange', 'pear', 'apple', 'banana'])

>>> 'orange' in fruit                 # fast membership testing
True

>>> 'crabgrass' in fruit
False

>>> # Demonstrate set operations on unique letters from two words
...
>>> a = set('abracadabra')
>>> b = set('alacazam')
>>> a                                  # unique letters in a
set(['a', 'r', 'b', 'c', 'd'])

>>> a - b                              # letters in a but not in b
set(['r', 'd', 'b'])

>>> a | b                              # letters in either a or b
set(['a', 'c', 'r', 'd', 'b', 'm', 'z', 'l'])

>>> a & b                              # letters in both a and b
set(['a', 'c'])

>>> a ^ b                              # letters in a or b but not both
set(['r', 'd', 'b', 'm', 'z', 'l'])


5.5 ดิกชันนารี (Dictionaries)

เป็นชนิดข้อมูลพิเศษที่อยู่ในรูป {key: value, ...}

  • เปลี่ยนแปลงค่าได้
  • key อาจเป็นข้อมูลชนิดสคริง ตัวเลข หรือทูเปิลที่ไม่ได้บรรจุ multable object ไว้
  • ลิสต์ใช้เป็นคีย์ไม่ได้ เพราะมันเปลี่ยนค่าภายในได้
  • ลบค่าภายในได้ด้วยประโยค del
  • ถ้าใส่ค่าคีย์ซ้ำ จะแทนที่ค่าเก่า
  • ถ้าค้นคีย์ที่ไม่มีอยู่ จะแสดงข้อผิดพลาด
  • ใช้เมธอด keys() ในการแสดงค่าคีย์ทั้งหมด และใช้เมธอด has_key() ในการค้นค่าคีย์
  • สมาชิกภายใน จะถูกเรียงลำดับด้วยค่าของคีย์โดยอัตโนมัติ
>>> tel = {'jack': 4098, 'sape': 4139}
>>> tel['guido'] = 4127
>>> tel
{'sape': 4139, 'guido': 4127, 'jack': 4098}

>>> tel['jack']
4098

>>> del tel['sape']
>>> tel['irv'] = 4127
>>> tel
{'guido': 4127, 'irv': 4127, 'jack': 4098}

>>> tel.keys()
['guido', 'irv', 'jack']

>>> tel.has_key('guido')
True

>>> 'guido' in tel
True

แปลงทูเปิลในลิสต์มาเป็นดิกชันนารีด้วยฟังก์ชั่น dict()

>>> dict([('sape', 4139), ('guido', 4127), ('jack', 4098)])
{'sape': 4139, 'jack': 4098, 'guido': 4127}

>>> dict([(x, x**2) for x in (2, 4, 6)])     # use a list comprehension
{2: 4, 4: 16, 6: 36}

หรือหากค่าคีย์เป็นสตริงล้วน อาจกำหนดค่าแบบนี้ก็ได้ (เลียนแบบการส่งผ่านค่าไปยังฟังก์ชั่น)

>>> dict(sape=4139, guido=4127, jack=4098)
{'sape': 4139, 'jack': 4098, 'guido': 4127}


5.6 เทคนิกการวนรอบ (Looping Techniques)

iteritems()
ใช้แตกค่าคู่ของดิกชันนารี

>>> knights = {'gallahad': 'the pure', 'robin': 'the brave'}
>>> for k, v in knights.iteritems():
...     print k, v
...
gallahad the pure
robin the brave
enumerate()
ใช้แปลงจากลิสต์ (หรือทูเปิล) มาเป็นดิกชันนารี ที่มีค่าคีย์เป็นตัวเลข

>>> for i, v in enumerate(['tic', 'tac', 'toe']):
...     print i, v
...
0 tic
1 tac
2 toe
zip()
ใช้จับคู่สองอนุกรม (ลิสต์หรือทูเปิลหรือผสมกัน) ที่มีจำนวนสมาชิกเท่ากัน แปลงรูปมาใช้งานแบบดิกชันนารี

>>> questions = ['name', 'quest', 'favorite color']
>>> answers = ['lancelot', 'the holy grail', 'blue']
>>> for q, a in zip(questions, answers):
...     print 'What is your %s?  It is %s.' % (q, a)
...
What is your name?  It is lancelot.
What is your quest?  It is the holy grail.
What is your favorite color?  It is blue.
reversed()
ใช้กลับค่าสมาชิก

>>> for i in reversed(xrange(1,10,2)):
...     print i
...
9
7
5
3
1
sorted()
ใช้จัดเรียงสมาชิก

>>> basket = ['apple', 'orange', 'apple', 'pear', 'orange', 'banana']
>>> for f in sorted(set(basket)):
...     print f
...     
apple
banana
orange
pear


5.7 เงื่อนไข (More on Conditions)

  • เงื่อนไขในประโยค while และ if ไม่จำเป็นต้องเป็นการเปรียบเทียบค่าเสมอไป แต่จะเป็นอะไรก็ได้ที่ ถ้าคืนค่าที่ไม่เป็นศุนย์หรือ None จะถูกนับว่าเป็นจริง
  • in และ not in ใช้ดูว่ามีค่าอยู่ในลำดับข้อมูลหรือเปล่า
  • สำหรับลิสต์ is และ is not ใช้ดูว่าเป็นออปเจคต์เดียวกันหรือเปล่า
  • การเปรียบเทียบค่า มีลำดับความสำคัญน้อยกว่าการกระทำทางคณิตศาสตร์
  • ถ้ามีการเปรียบเทียบหลายค่าในคำสั่งเดียว จะเรียงลำดับจากขวาไปซ้าย เช่น a < b == c
    >>> True == 1
    True
    
    >>> 1 < 2 == 1
    False
    
    >>> 1 < 2 == 2
    True
  • ตัวเปรียบเทียบทางตรรกะ มีความสำคัญน้อยที่สุด โดย not สำคัญที่สุด และ or สำคัญน้อยที่สุด คือ
    A and not B or C เขียนได้เป็น (A and (not B)) or C
  • ตัวเปรียบเทียบทางตรรกะ จะเปรียบเทียบจากซ้ายไปขวา และถ้าจุดใดที่เมื่อเปรียบเทียบแล้วไม่เป็นจริง ประโยคส่วนที่เหลือจะไม่ถูกเปรียบเทียบต่อ ไพธอนเรียกการนี้ว่า ตัวกระทำลัดวงจร (short-circuit operators) และค่าที่คืนออกมาจากการเปรียบเทียบ จะเป็นค่าสุดท้ายที่ทำการเปรียบเทียบ
  • สามารถกำหนดค่าผลของการเปรียบเทียบ ให้กับตัวแปรได้
    >>> string1, string2, string3 = '', 'Trondheim', 'Hammer Dance'
    >>> non_null = string1 or string2 or string3
    >>> non_null
    'Trondheim


5.8 น้ำหนักของข้อมูลแบบลำดับ (Comparing Sequences and Other Types)
  • ออปเจคต์แบบลำดับ สามารถนำไปเปรียบเทียบกับออปเจคต์อื่นได้ โดยลิสต์น้ำหนักน้อยกว่าสตริง สตริงน้อยกว่าทูเปิล (อย่าจำมาก อาจเปลี่ยนแปลงได้ ให้ทดสอบตามรุ่นไพธอนที่ใช้จริง)
  • การเปรียบเทียบยึดหลักจากซ้ายไปขวา และหยุดทันทีที่ผลออกมาไม่เป็นจริง
(1, 2, 3)              < (1, 2, 4)
[1, 2, 3]              < [1, 2, 4]
'ABC' < 'C' < 'Pascal' < 'Python'
(1, 2, 3, 4)           < (1, 2, 4)
(1, 2)                 < (1, 2, -1)
(1, 2, 3)             == (1.0, 2.0, 3.0)
(1, 2, ('aa', 'ab'))   < (1, 2, ('abc', 'a'), 4)

6. โมดูล (Modules)

6.1 เพิ่มเติม (More on Modules)
6.2 โมดูลมาตรฐาน (Standard Modules)
6.3 ฟังก์ชั่น dir() (The dir() Function)
6.4 แพกเกจ (Packages)


ธรรมชาติของการเขียนโปรแกรมแบบมือใหม่ (มือเก่าจะวางโครงสร้างก่อน) ก็คือหัดเขียนในแบบโต้ตอบก่อน ตามมาด้วยลงไฟล์จริง พอไฟล์ใหญ่ขึ้นก็ต้องอาศัยโมดูลเพื่อเอาไว้เก็บพวกฟังก์ชั่นที่ต้องเรียกใช้ซ้ำ ๆ กัน พูดง่าย ๆ คือโมดูลคือที่เก็บฟังก์ชั่นเพื่อให้เรียกใช้สะดวก

ใช้ประโยค import module_name ในการเรียกใช้
ส่วนชื่อโมดูลจะถูกเก็บไว้ในตัวแปรรวม (เฉพาะในโมดูล) ชื่อ __name__

สมมุติเราสร้างโมดูลเป็นไฟล์ชื่อ fibo.py (ให้อยู่ในไดเรคทอรี่ปัจจุบัน) มีเนื้อไฟล์ว่า

# Fibonacci numbers module

def fib(n):    # write Fibonacci series up to n
    a, b = 0, 1
    while b < n:
        print b,
        a, b = b, a+b

def fib2(n): # return Fibonacci series up to n
    result = []
    a, b = 0, 1
    while b < n:
        result.append(b)
        a, b = b, a+b
    return result

เริ่มต้นใช้งานว่า

>>> import fibo

เรียกใช้งานฟังก์ชั่นโดย

>>> fibo.fib(1000)
1 1 2 3 5 8 13 21 34 55 89 144 233 377 610 987

>>> fibo.fib2(100)
[1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89]

>>> fibo.__name__
'fibo'

เพื่อให้กระชับ เราสามารถกำหนดค่าตัวแปรแทนเมธอดในโมดูลได้

>>> fib = fibo.fib
>>> fib(500)
1 1 2 3 5 8 13 21 34 55 89 144 233 377


6.1 เพิ่มเติม (More on Modules)

  • สามารถตั้งให้มีโค๊ดในการรันครั้งแรก (ครั้งเดียว) ที่ถูกอิมพอร์ตได้
  • เนื่องจากต้องอ้างอิงค่าในโมดูลผ่านชื่อโมดูล ในรูปของ modname.itername จึงไม่ต้องกังวลเรื่องชื่อตัวแปรในโมดูลจะซ้ำกับตัวแปรในโปรแกรมหลัก
  • โมดูลสามารถอิมพอร์ตโมดูลอื่นได้
  • เขียนรูปแบบการอิมพอร์ตได้หลากหลาย
    • เลือกอิมพอร์ตบางฟังก์ชั่น
      >>> from fibo import fib, fib2
      >>> fib(500)
      1 1 2 3 5 8 13 21 34 55 89 144 233 377
    • อิมพอร์ตทุกฟังก์ชั่น ที่ไม่ใช่ฟังก์ชั่นท้องถิ่น (ฟังก์ชั่นท้องถิ่นจะถูกนำหน้าชื่อฟังก์ชั่นด้วยสัญลักษณ์ขีดเส้นใต้ '_' ) แบบละเลยชื่อโมดูล
      >>> from fibo import *
      >>> fib(500)
      1 1 2 3 5 8 13 21 34 55 89 144 233 377
6.1.1 การค้นหาพาธของโมดูล (The Module Search Path)
  • จะหาที่ไดเรคทอรี่ปัจจุบันก่อน
  • ถ้าไม่พบจะไปหาจากค่าในตัวแปรแวดล้อม PYTHONPATH
  • ตามด้วยพาธของไพธอนเอง สำหรับเดเบียนคือ /usr/lib/python2.4 (ตัวเลข 2.4 จะเปลี่ยนไปตามรุ่นไพธอนที่ใช้)

การค้นพาธที่ว่า สามารถดูได้จากตัวแปร sys.path ในไพธอน ซึ่งในทางปฏิบัติเราสามารถแก้ไขได้จากในโปรแกรม ทำให้การเขียนโปรแกรมมีความยืดหยุ่น

6.1.2 ไฟล์ที่ถูกแปลแล้ว (Compiled Python files)

ไพธอนเร่งความเร็วตอนเริ่มระบบด้วยการแปล (compile) เช่นถ้าเรามีไฟล์ชื่อ spam.py ถ้าไฟล์นี้ถูกอิมพอร์ต ไพธอนจะคอมไพล์แล้วเก็บในชื่อ spam.pyc ซึ่งไฟล์นี้จะไม่ขึ้นกับระบบปฏิบัติการ หมายความว่าเราสามารถคัดลอกไฟล์นามสกุล .pyc ไปใช้กับเครื่องต่างระบบได้เลย

สำหรับเซียน

  • ถ้าเรียกใช้ไพธอนด้วยพารามิเตอร์ -O ไพธอนจะคอมไพล์ไฟล์ให้เล็ก โดยนามสกุลจะกลายเป็น .pyo แทน
  • ถ้าเรียกใช้ไพธอนด้วยพารามิเตอร์ -OO มีผลเหมือนอันแรกแต่จะลบข้อมูลที่เป็น docstring ออก
  • โปรแกรมไม่ได้รันเร็วขึ้น เพียงแต่ถูกโหลดได้เร็วขึ้น
  • ในการรันปกติ ไพธอนไม่ได้คอมไพล์ไฟล์ที่ถูกรัน แต่จะคอมไพล์เมื่อถูกอิมพอร์ต ดังนั้นถ้าจะเร่งความเร็วตอนถูกโหลด เราอาจแบ่งโปรแกรมหลักของเราให้เล็กลง แล้วไปอิมพอร์ตโมดูลที่เราแบ่งเอาไว้อีกทีนึง
  • ตอนรัน ถ้ามีไฟล์ .pyc หรือ .pyo อยุ่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีไฟล์ต้นฉบับ (นิยมนามสกุลเป็น .py) ดังนั้นหากไม่ต้องการแพร่ซอร์สโค๊ด อาจจ่ายเป็นไฟล์คอมไพล์เหล่านี้แทน
  • ใช้โมดูล compileall ในการคอมไพล์ไฟล์ทั้งไดเรคทอรี่


6.2 โมดูลมาตรฐาน (Standard Modules)

ไพธอนมีโมดูลมาตรฐานเยอะมาก ดูได้จาก บรรณสารของไพธอน (Python Library Reference) โมดูลหลายตัวเป็นโมดูลของระบบ บางตัวอาจเรียกใช้ได้ในบางสถานะ
ตัวอย่างเช่น โมดูล sys ซึ่งเป็นโมดูลระบบ

  • ตัวแปร sys.ps1 จะเก็บข้อความที่เป็นพร้อมต์หลัก (Primary prompt) และ sys.ps2 จะเก็บพร้อมต์ตาม (Secondary prompt) ตัวแปรทั้งสองจะเรียกใช้ได้ในหมวดโต้ตอบเท่านั้น
    >>> import sys
    >>> sys.ps1
    '>>> '
    
    >>> sys.ps2
    '... '
    
    >>> sys.ps1 = 'C> '
    C> print 'Yuck!'
    Yuck!
    C>
  • ตัวแปร sys.path เก็บพาธการค้นหาของระบบในรูปของลิสต์ ดังนั้นเราอาจเพิ่มพาธการค้น ได้โดยการเพิ่มหรือเปลียนค่า
    >>> import sys
    >>> sys.path.append('/ufs/guido/lib/python')


6.3 ฟังก์ชั่น dir() (The dir() Function)

ฟังก์ชั่น dir() ใช้ดูว่าโมดูลนั้นประกอบไปด้วยรายชือ (คือตัวแปร โมดูล ฟังก์ชั่น คลาส หรืออะไรก็ตามที่เราสร้างไว้) อะไรบ้าง เก็บค่าเป็นลิสต์

>>> import fibo, sys
>>> dir(fibo)
['__name__', 'fib', 'fib2']

>>> dir(sys)
['__displayhook__', '__doc__', '__excepthook__', '__name__', '__stderr__',
 '__stdin__', '__stdout__', '_getframe', 'api_version', 'argv', 
 'builtin_module_names', 'byteorder', 'callstats', 'copyright',
 'displayhook', 'exc_clear', 'exc_info', 'exc_type', 'excepthook',
 'exec_prefix', 'executable', 'exit', 'getdefaultencoding', 'getdlopenflags',
 'getrecursionlimit', 'getrefcount', 'hexversion', 'maxint', 'maxunicode',
 'meta_path', 'modules', 'path', 'path_hooks', 'path_importer_cache',
 'platform', 'prefix', 'ps1', 'ps2', 'setcheckinterval', 'setdlopenflags',
 'setprofile', 'setrecursionlimit', 'settrace', 'stderr', 'stdin', 'stdout',
 'version', 'version_info', 'warnoptions']

ใช้ dir() เฉย ๆ จะดูรายชื่อในสภาพแวดล้อมของปัจจุบัน

>>> a = [1, 2, 3, 4, 5]
>>> import fibo
>>> fib = fibo.fib
>>> dir()
['__builtins__', '__doc__', '__file__', '__name__', 'a', 'fib', 'fibo', 'sys']

เพื่อไม่ให้รกรุงรัง dir() จึงไม่ยอมดูฟังก์ชั่นบิลด์อิน (build-in function) ของไพธอนให้ แต่ถ้าเราอยากดู ต้องเรียกผ่านโมดูล __builtin__

>>> import __builtin__
>>> dir(__builtin__)
['ArithmeticError', 'AssertionError', 'AttributeError', 'DeprecationWarning',
 'EOFError', 'Ellipsis', 'EnvironmentError', 'Exception', 'False',
 'FloatingPointError', 'FutureWarning', 'IOError', 'ImportError',
 'IndentationError', 'IndexError', 'KeyError', 'KeyboardInterrupt',
 'LookupError', 'MemoryError', 'NameError', 'None', 'NotImplemented',
 'NotImplementedError', 'OSError', 'OverflowError', 
 'PendingDeprecationWarning', 'ReferenceError', 'RuntimeError',
 'RuntimeWarning', 'StandardError', 'StopIteration', 'SyntaxError',
 'SyntaxWarning', 'SystemError', 'SystemExit', 'TabError', 'True',
 'TypeError', 'UnboundLocalError', 'UnicodeDecodeError',
 'UnicodeEncodeError', 'UnicodeError', 'UnicodeTranslateError',
 'UserWarning', 'ValueError', 'Warning', 'WindowsError',
 'ZeroDivisionError', '_', '__debug__', '__doc__', '__import__',
 '__name__', 'abs', 'apply', 'basestring', 'bool', 'buffer',
 'callable', 'chr', 'classmethod', 'cmp', 'coerce', 'compile',
 'complex', 'copyright', 'credits', 'delattr', 'dict', 'dir', 'divmod',
 'enumerate', 'eval', 'execfile', 'exit', 'file', 'filter', 'float',
 'frozenset', 'getattr', 'globals', 'hasattr', 'hash', 'help', 'hex',
 'id', 'input', 'int', 'intern', 'isinstance', 'issubclass', 'iter',
 'len', 'license', 'list', 'locals', 'long', 'map', 'max', 'min',
 'object', 'oct', 'open', 'ord', 'pow', 'property', 'quit', 'range',
 'raw_input', 'reduce', 'reload', 'repr', 'reversed', 'round', 'set',
 'setattr', 'slice', 'sorted', 'staticmethod', 'str', 'sum', 'super',
 'tuple', 'type', 'unichr', 'unicode', 'vars', 'xrange', 'zip']


6.4 แพกเกจ (Packages)

เวลามีโมดูลที่เราสร้างขึ้นเยอะ เราจะจัดกลุ่มให้ไปรวมในไดเรคทอรี่ต่างหาก (ทำเหมือนเวลาเรามีไฟล์เยอะ ๆ แล้วเราจะจัดระเบียบไฟล์ ในระบบไฟล์เรียงไดเรคทอรี่ด้วย / เช่น dira/dirb แต่ไพธอนเรียงด้วย . เช่น pa.pb) ไพธอนเรียกวิธีจัดการกลุ่มโมดูลนี้ว่า แพกเกจ ซึ่งชื่อแพกเกจก็คือชื่อไดเรคทอรี่นั่นเอง

สมมุติว่าเราสร้างโมดูลที่ใช้จัดการเสียง(เพลง)ขึ้นมาโมดูลหนึ่ง การทำงานมีทั้ง การจัดการรูปแบบไฟล์เสียง มีทั้งการปรุงแต่งเสียง และมีทั้งการกรองเสียง ซึ่งต้องอาศัยการทำงานที่ต่างกัน เราควรเขียนโค๊ดแยกแต่ละการจัดการออกจากกัน และจัดรวมเป็นแพกเกจ แพกเกจเราจะมีโครงสร้างดังนี้

Sound/                          Top-level package
      __init__.py               Initialize the sound package
      Formats/                  Subpackage for file format conversions
              __init__.py
              wavread.py
              wavwrite.py
              aiffread.py
              aiffwrite.py
              auread.py
              auwrite.py
              ...
      Effects/                  Subpackage for sound effects
              __init__.py
              echo.py
              surround.py
              reverse.py
              ...
      Filters/                  Subpackage for filters
              __init__.py
              equalizer.py
              vocoder.py
              karaoke.py
              ...

พอแพกเกจเราถูกอิมพอร์ต ไพธอนก็จะค้นพาธจาก sys.path พอพบแล้วก็จัดการคอมไพล์เพื่อจะถูกเรียกใช้ต่อไป

ไฟล์ __init__.py ใช้บอกไพธอนว่า ในไดเรคทอรี่นี้เป็นแพกเกจ ซึ่งไฟล์นี้อาจเป็นไฟล์เปล่า ๆ ก็ได้ หรืออาจบรรจุโค๊ดที่ใช้เริ่มงานแพกเกจ หรืออาจใส่ค่าตัวแปร __all__ ที่จะใช้บอกว่าแพกเกจนี้จะต้องโหลดโมดูลไหนบ้าง

เวลาเรียกใช้ เราอาจเลือกเรียกเฉพาะโมดูลที่ต้องการก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเรียกทั้งหมด
เรียกใช้ได้สองแบบ

  • แบบแรกคือ import ... [ as ... ]
    เรียกได้สองลักษณะ
    • ถ้าไม่มี as
      import Sound.Effects.echo

      เวลาอ้างถึงต้องอ้างแบบเต็ม ๆ

      Sound.Effects.echo.echofilter(input, output, delay=0.7, atten=4)
    • ถ้ามี as
      import Sound.Effects.echo as SEe

      อ้างถึงโดยใช้ชื่อย่อ

      SEe.echofilter(input, output, delay=0.7, atten=4)
  • แบบที่สองคือ from ... import ...
    from Sound.Effects import echo

    เวลาเรียกใช้ เรียกเฉพาะชื่อ โมดูล.ฟังก์ชั่น ที่เราอิมพอร์ตเข้ามา

    echo.echofilter(input, output, delay=0.7, atten=4)

    หรือถ้าอิมพอร์ตเจาะเฉพาะฟังก์ชั่น ก็เรียกเฉพาะฟังก์ชั่น

    from Sound.Effects.echo import echofilter
    echofilter(input, output, delay=0.7, atten=4)

หมายเหตุ

  • ระหว่างการอิมพอร์ต ถ้าเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ไพธอนจะแจ้ง ImportError
  • อิมพอร์ตได้เฉพาะสิ่งที่มีตัวตนและสิ่งที่ยอมให้อิมพอร์ตได้เท่านั้น คือ แพกเกจหรือโมดูล ที่เหลือนอกจากนี้คือคลาส ฟังก์ชั่น หรือตัวแปร ไม่สามารถอิมพอร์ตได้
6.4.1 เข้าใจการอิมพอร์ต (Importing * From a Package)

เวลาถูกเรียกอิมพอร์ต ไพธอนใช้ตัวแปร __all__ ในไฟล์ __init__.py สำหรับระบุว่าในแพกเกจนี้จะต้องเรียกใช้งานโมดูลไหนบ้าง (แทนการดูจากชื่อไฟล์ในไดเรคทอรี่ เพราะมีข้อจำกัดมากสำหรับระบบปฏิบัติการที่หลากลาย)
เช่น ในไฟล์ Sounds/Effects/__init__.py อาจมีเนื้อไฟล์เป็น

__all__ = ["echo", "surround", "reverse"]

นั่นคือเมื่อไพธอนพบคำสั่งว่า from Sound.Effects import * เขาจะอิมพอร์ตโมดูลทั้งสามตัวเข้ามา

แต่ถ้าเราไม่ได้กำหนดค่าให้กับ __all__ เวลาไพธอนพบคำสั่ง from Sound.Effects import * เขาจะเพียงแค่รันไฟล์ __init__.py และรับรู้ว่ามีโมดูลอะไรในแพกเกจบ้างเท่านั้น (ไม่ได้คอมไพล์และอิมพอร์ตโมดูลเข้ามาในห้วงการทำงาน-namespace เพื่อเตรียมพร้อมจริง ๆ )

หากใช้ในรูปแบบของ from package import module ควรระวังเรื่องชื่อโมดูลหรือฟังก์ชั่นซ้ำ อาจทำให้เรียกใช้ผิด

6.4.2 การอ้างถึงกันระหว่างโมดูลในแพกเกจ Intra-package References

มีหลักอยู่ว่า

  • ถ้าอยู่ในระดับชั้นไดเรคทอรี่เดียวกัน เรียกได้โดยตรง โดยไม่ต้องมีชื่อแพกเกจนำหน้า
    เช่นจากตัวอย่าง โมดูล surround สามารถเรียกใช้โมดูล echo ได้โดยตรง
    import echo
    echo.echofilter(input, output, delay=0.7, atten=4)

    หรือ

    from echo import echofilter
    echofilter(input, output, delay=0.7, atten=4)
  • ถ้าอยู่ลึกลงไป สามารถเรียกผ่านจากระดับเดิมได้ทันที
  • นอกเหนือจากนี้ ต้องอ้างอิงแบบเต็มยศ เหมือนการเรียกจากโมดูลจากแพกเกจอื่น
  • *** เว้นแต่ไพธอนรุ่น 2.5 ขึ้นไป จะสามารถเรียกย้อนขึ้นได้ด้วย ตัวอย่างการเรียกคือ
    from . import echo
    from .. import Formats
    from ..Filters import equalizer
6.4.3 หนึ่งแพกเกจหลายไดเรคทอรี่ (Packages in Multiple Directories)

ต้องใส่ชื่อไดเรคทอรี่ที่บรรจุโมดูลย่อยไว้ในตัวแปรพิเศษชื่อ __path__ ซึ่งเป็นลิสต์ เก็บค่าพาธของโมดูลย่อยไว้

7. การนำเข้าและส่งออกข้อมูล (Input and Output)

7.1 การจัดรูปแบบเอาต์พุต (Fancier Output Formatting)
7.2 การอ่านเขียนไฟล์ (Reading and Writing Files)



7.1 การจัดรูปแบบเอาต์พุต (Fancier Output Formatting)

สามารถจัดรูปแบบได้สองแบบหลัก คือใช้ฟังก์ชั่น และใช้ตัวกระทำ %

ตัวอย่างการใช้ฟังก์ชั่นแปลงเป็นตัวอักขระ str() ซึ่งให้คนอ่านง่าย หรือแปลงแบบดิบ repr() คือให้ระบบอ่านง่าย (สามารถเขียนอีกแบบภายใต้เครื่องหมาย ``)

>>> s = 'Hello, world.'
>>> str(s)
'Hello, world.'

>>> repr(s)
"'Hello, world.'"

>>> str(0.1)
'0.1'

>>> repr(0.1)
'0.10000000000000001'

>>> x = 10 * 3.25
>>> y = 200 * 200
>>> s = 'The value of x is ' + repr(x) + ', and y is ' + repr(y) + '...'
>>> print s
The value of x is 32.5, and y is 40000...

>>> # The repr() of a string adds string quotes and backslashes:
... hello = 'hello, world\n'
>>> hellos = repr(hello)
>>> print hellos
'hello, world\n'

>>> # The argument to repr() may be any Python object:
... repr((x, y, ('spam', 'eggs')))
"(32.5, 40000, ('spam', 'eggs'))"

>>> # reverse quotes are convenient in interactive sessions:
... `x, y, ('spam', 'eggs')`
"(32.5, 40000, ('spam', 'eggs'))"

ตัวอย่างการใช้ฟังก์ชั่น repr() ร่วมกับเมธอดจัดชิดขวาของสตริง rjust() เทียบกับการใช้ตัวกระทำจัดรูปแบบ %

>>> for x in range(1, 11):
...     print repr(x).rjust(2), repr(x*x).rjust(3),
...     # Note trailing comma on previous line
...     print repr(x*x*x).rjust(4)
...
 1   1    1
 2   4    8
 3   9   27
 4  16   64
 5  25  125
 6  36  216
 7  49  343
 8  64  512
 9  81  729
10 100 1000

>>> for x in range(1,11):
...     print '%2d %3d %4d' % (x, x*x, x*x*x)
... 
 1   1    1
 2   4    8
 3   9   27
 4  16   64
 5  25  125
 6  36  216
 7  49  343
 8  64  512
 9  81  729
10 100 1000

ลองดูเมธอด zfill() บ้าง

>>> '12'.zfill(5)
'00012'

>>> '-3.14'.zfill(7)
'-003.14'

>>> '3.14159265359'.zfill(5)
'3.14159265359'

เทียบกับการใช้ %

>>> import math
>>> print 'The value of PI is approximately %5.3f.' % math.pi
The value of PI is approximately 3.142.

อีกอันนึงเป็นการจัดชิดขอบซ้ายขวาด้วย %

>>> table = {'Sjoerd': 4127, 'Jack': 4098, 'Dcab': 7678}
>>> for name, phone in table.items():
...     print '%-10s ==> %10d' % (name, phone)
... 
Jack       ==>       4098
Dcab       ==>       7678
Sjoerd     ==>       4127

พิเศษนิดนึงสำหรับตัวจัดรูปสตริง %s คือถ้าข้อมูลไม่อยู่ในรูปสตริง เขาจะแปลงอัตโนมัติด้วยฟังก์ชั่น str()

>>> print "%s %s %s" % (1, True, None)
1 True None

พิเศษกว่านั้น ถ้าข้อมูลเป็นดิกชันนารี ยังใช้รูปแบบ %(name)format ได้อีกด้วย

>>> table = {'Sjoerd': 4127, 'Jack': 4098, 'Dcab': 8637678}
>>> print 'Jack: %(Jack)d; Sjoerd: %(Sjoerd)d; Dcab: %(Dcab)d' % table
Jack: 4098; Sjoerd: 4127; Dcab: 8637678


7.2 การอ่านเขียนไฟล์ (Reading and Writing Files)

เปิดไฟล์ด้วยฟังก์ชั่น open(filename, mode) ได้ค่าเป็น ไฟล์ออปเจกต์

>>> f=open('/tmp/workfile', 'w')
>>> print f
<open file '/tmp/workfile', mode 'w' at 80a0960>

mode เป็นได้ดังนี้

  • 'r' อ่านอย่างเดียว ตัวนี้เป็นค่าปริยาย
  • 'w' เขียนอย่างเดียว ถ้ามีเนื้อเก่าจะถูกทับหมด
  • 'a' เติมอย่างเดียว คือเขียนต่อที่ท้ายไฟล์
  • 'r+' ทั้งอ่านและเขียน (ใช้ร่วมกับเมธอด seek() ในการเลื่อนตำแหน่งอ่านเขียน)

สำหรับเครื่องวินโดวส์และแมคอินทอช จะมีการเปิดแบบไบนารีด้วย ดังนั้นจะมีโหมดเพิ่มคือ 'rb' 'wb' และ 'r+b'
การจัดการไฟล์ระหว่างการเปิดแบบอักขระกับการเปิดแบบไบนารีคือ ในการเปิดแบบอักขระ ระบบจะเติมการจบบรรทัดด้วยอักขระพิเศษเพิ่มเข้าไป ทำให้เกิดปัญหาถ้าไฟล์นั้นเป็นไบนารีไฟล์

7.2.1 เมธอดที่ใช้ (Methods of File Objects)
f.read([ size ])
ถ้าไม่ระบุขนาดไบต์หรือขนาดเป็นลบ เขาจะอ่านทั้งไฟล์ ถ้าอ่านไฟล์จนหมดแล้ว จะคืนค่าเป็นอักขระว่าง ("")

>>> f.read()
'This is the entire file.\n'

>>> f.read()
''
f.readline()
อ่านหนึ่งบรรทัด คืออ่านจนพบอักขระ \n ถ้าอ่านไฟล์จนหมดแล้ว จะคืนค่าเป็นอักขระว่าง ("")

>>> f.readline()
'This is the first line of the file.\n'

>>> f.readline()
'Second line of the file\n'

>>> f.readline()
''
f.readlines()
อ่านทั้งไฟล์โดยแยกแต่ละบรรทัดเป็นแต่ละสมาชิกในลิสต์

>>> f.readlines()
['This is the first line of the file.\n', 'Second line of the file\n']
for line in f:
อันนี้ไม่ใช่เมธอด แต่เป็นประโยคการเขียนแบบพิเศษ ที่ใช้เป็นปกติในไพธอน อ่านโค๊ดง่าย และเหมาะสมในการใช้งานจริง

>>> for line in f:
        print line,
This is the first line of the file.
Second line of the file
f.write(string)
เขียนสตริงก์ลงไฟล์ คืนค่าเป็น None

>>> f.write('This is a test\n')

ถ้าข้อมูลไม่ได้อยู่ในรูปสตริง ต้องแปลงก่อน

>>> value = ('the answer', 42)
>>> s = str(value)
>>> f.write(s)
f.tell()
ใช้บอกตำแหน่งปัจจุบันของไฟล์ นับจากต้นไฟล์
f.seek(offset [, from_what])
ใช้ตั้งตำแหน่งที่จะอ่านเขียนไฟล์ offset คือจำนวนไบต์ from_what คือตำแหน่งอ้างอิง

  • 0 หรือ ไม่ใส่ คือเทียบจากต้นไฟล์
  • 1 คือ จากตำแหน่งปัจจุบัน
  • 2 คือ จากท้ายไฟล์
>>> f = open('/tmp/workfile', 'r+')
>>> f.write('0123456789abcdef')
>>> f.seek(5)     # Go to the 6th byte in the file
>>> f.read(1)        
'5'

>>> f.seek(-3, 2) # Go to the 3rd byte before the end
>>> f.read(1)
'd'
f.close()
ปิดการทำงานกับไฟล์นั้น ถ้าปิดแล้วกลับมาอ่านอีกจะเกิดข้อผิดพลาด

>>> f.close()
>>> f.read()
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
ValueError: I/O operation on closed file
7.2.2 ปิคเกิล (The pickle Module)

เป็นการเก็บออปเจคต์ลงไฟล์แบบไร้ข้อจำกัด ดูเรื่องปิกเกิลในบรรณสารของไพธอน
ขั้นตอนการทำงานคือ ไพธอนจะแปลงออปเจคต์เป็นสตริงก่อน เรียกว่าปิกกลิง (pickling) เวลานำกลับจะแปลงสคริงนั้นกลับเป็นออปเจคต์อีกที เรียกว่า อันปิกกลิง (unpickling)

ตัวอย่างการใช้งาน สมมุติว่ามีออปเจคต์ x ที่เราต้องการเก็บ ลงไว้ในไฟล์ที่เปิดไว้แล้ว คือไฟล์ออปเจคต์ f รูปแบบคือ

pickle.dump(x, f)

เวลานำกลับก็ใช้ว่า (f ต้องถูกเปิดอยู่ก่อนแล้ว)

x = pickle.load(f)

8. ข้อผิดพลาดและการจัดการ (Errors and Exceptions)

8.1 ผิดพลาดทางโครงสร้างประโยค (Syntax Errors)
8.2 ข้อผิดพลาดตอนทำงาน (Exceptions)
8.3 การจัดการ (Handling Exceptions)
8.4 การยกข้อผิดพลาด (Raising Exceptions)
8.5 สร้างกับดักเอง (User-defined Exceptions)
8.6 ดักให้หมดจด (Defining Clean-up Actions)
8.7 ละเอียดนิดเพื่อความหมดจด (Predefined Clean-up Actions)


ข้อผิดพลาดมีสองแบบคือ ผิดทางโครงสร้างประโยค (syntax errors) หรือผิดตอนโปรแกรมทำงาน (exceptions)


8.1 ผิดพลาดทางโครงสร้างประโยค (Syntax Errors)

มือใหม่ต้องเจอทุกคน

>>> while True print 'Hello world'
  File "<stdin>", line 1, in ?
    while True print 'Hello world'
                   ^
SyntaxError: invalid syntax

ในที่นี้คือตก : หลัง True
ข้อผิดพลาดแบบนี้ต้องตามไปแก้ในโค๊ดอย่างเดียว


8.2 ข้อผิดพลาดตอนทำงาน (Exceptions)

เกิดตอนรัน

>>> 10 * (1/0)
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
ZeroDivisionError: integer division or modulo by zero

>>> 4 + spam*3
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
NameError: name 'spam' is not defined

>>> '2' + 2
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
TypeError: cannot concatenate 'str' and 'int' objects

บรรทัดสุดท้ายเป็นการบอกว่าผิดเรื่องอะไร
จากตัวอย่าง จะเห็นว่าผิดอยู่สามเรื่องคือ ZeroDivisionError NameError และ TypeError สามารถดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ module-exceptions


8.3 การจัดการ (Handling Exceptions)

จัดการด้วยประโยค try: ... except[(ErrorType)]: ... [else: ...]
ตัวอย่างข้างล่างเป็นการจัดการข้อผิดพลาด โดยจะจัดการดูเฉพาะค่าที่เราป้อนเข้าไปว่าถูกต้องหรือไม่ (ValueError) แต่ถ้าเป็นข้อผิดพลาดแบบอื่น โปรแกรมจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของระบบ จึงทำให้เราสามารถใช้ปุ่ม Ctrl-C ในการตัดการทำงานของโปรแกรมได้ ซึ่งกรณีตัดการทำงานนี้จะเป็นข้อผิดพลาดแบบ KeyboardInterrupt

>>> while True:
...     try:
...         x = int(raw_input("Please enter a number: "))
...         break
...     except ValueError:
...         print "Oops!  That was no valid number.  Try again..."
...

เราระบุข้อผิดพลาดได้หลายแบบในครั้งเดียว

... except (RuntimeError, TypeError, NameError):
...     pass

หรืออาจดักเป็นขั้น ๆ จนในที่สุดไม่ใส่อะไรเลย คือ ดักทุกอย่างที่เหลือ

import sys

try:
    f = open('myfile.txt')
    s = f.readline()
    i = int(s.strip())
except IOError, (errno, strerror):
    print "I/O error(%s): %s" % (errno, strerror)
except ValueError:
    print "Could not convert data to an integer."
except:
    print "Unexpected error:", sys.exc_info()[0]
    raise

อาจใช้ร่วมกับ else: ในกรณีที่ try: ไม่ยอมแจ้งข้อผิดพลาด

for arg in sys.argv[1:]:
    try:
        f = open(arg, 'r')
    except IOError:
        print 'cannot open', arg
    else:
        print arg, 'has', len(f.readlines()), 'lines'
        f.close()

ถ้าเติมตัวแปร(อาจเป็นทูเปิล)หลัง Exception ตัวแปรนั้นจะเก็บค่าอินสแตนซ์ของการดัก

>>> try:
...    raise Exception('spam', 'eggs')
... except Exception, inst:
...    print type(inst)     # the exception instance
...    print inst.args      # arguments stored in .args
...    print inst           # __str__ allows args to printed directly
...    x, y = inst          # __getitem__ allows args to be unpacked directly
...    print 'x =', x
...    print 'y =', y
...
<type 'instance'>
('spam', 'eggs')
('spam', 'eggs')
x = spam
y = eggs

การดักข้อผิดพลาดนี้ ไม่เพียงแต่ดักเฉพาะบล๊อกนั้น แต่สามารถย้อนขึ้นไปถึงต้นตอได้

>>> def this_fails():
...     x = 1/0
... 
>>> try:
...     this_fails()
... except ZeroDivisionError, detail:
...     print 'Handling run-time error:', detail
... 
Handling run-time error: integer division or modulo by zero


8.4 การยกข้อผิดพลาด (Raising Exceptions)

เราสามารถยกข้อผิดพลาดมาแสดงได้ เช่น

>>> raise NameError, 'HiThere'
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
NameError: HiThere

พารามิเตอร์ตัวแรกเป็นชื่อข้อผิดพลาด อันหลังเป็นข้อความการผิดพลาด ซึ่งอาจเขียนอีกรูปนึงว่า raise NameError('HiThere')

สามารถใช้คำสั่ง raise เพื่อยกข้อผิดพลาดขึ้นอีกครั้ง ภายในบล๊อกที่ดักความผิดพลาดได้

>>> try:
...     raise NameError, 'HiThere'
... except NameError:
...     print 'An exception flew by!'
...     raise
...
An exception flew by!
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 2, in ?
NameError: HiThere


8.5 สร้างกับดักเอง (User-defined Exceptions)

เราอาจสร้างกับดักเองโดยสร้างเป็นคลาส ซึ่งเวลานำมาใช้ต้องผันมาจากคลาสที่สร้างไว้อีกที

>>> class MyError(Exception):
...     def __init__(self, value):
...         self.value = value
...     def __str__(self):
...         return repr(self.value)
... 
>>> try:
...     raise MyError(2*2)
... except MyError, e:
...     print 'My exception occurred, value:', e.value
... 
My exception occurred, value: 4

>>> raise MyError, 'oops!'
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
__main__.MyError: 'oops!'

จากตัวอย่างนี้ เมธอด __init__ ของคลาสเริ่มคือ Exception ถูกครอบด้วยโค๊ดของเรา

หากมอดูลเราต้องมีการดักข้อผิดพลาดหลายอย่าง เราควรสร้างคลาสที่ใช้เป็นฐานก่อน แล้วจึงผันจากคลาสฐานของเราอีกทีนึง เวลาเปลี่ยนแปลงอะไรจะทำได้ง่ายกว่า คือทำที่คลาสฐานอันเดียว

class Error(Exception):
    """Base class for exceptions in this module."""
    pass

class InputError(Error):
    """Exception raised for errors in the input.

    Attributes:
        expression -- input expression in which the error occurred
        message -- explanation of the error
    """

    def __init__(self, expression, message):
        self.expression = expression
        self.message = message

class TransitionError(Error):
    """Raised when an operation attempts a state transition that's not
    allowed.

    Attributes:
        previous -- state at beginning of transition
        next -- attempted new state
        message -- explanation of why the specific transition is not allowed
    """

    def __init__(self, previous, next, message):
        self.previous = previous
        self.next = next
        self.message = message

ดูเรื่องคลาสได้ในบทต่อไป


8.6 ดักให้หมดจด (Defining Clean-up Actions)

ในประโยค try: จะมีวลีเผื่อเลือกอีกตัวคือ finally: โค๊ดที่อยู่ในบล๊อกนี้จะถูกรันเสมอ ไม่ว่าจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นหรือไม่

>>> try:
...     raise KeyboardInterrupt
... finally:
...     print 'Goodbye, world!'
... 
Goodbye, world!
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 2, in ?
KeyboardInterrupt

ประโยชน์ของวลี finally: คือ ถ้าผ่านบล๊อกของ except: และ else: มาแล้ว ถ้ายังไม่แจ้งข้อผิดพลาด จะถูกแจ้งในบล๊อกนี้ และไม่ว่าจะพบคำสั่ง break continue หรือ return ก็ตาม โค๊ดในส่วนนี้ก็ยังจะถูกรันเสมอ

>>> def divide(x, y):
...     try:
...         result = x / y
...     except ZeroDivisionError:
...         print "division by zero!"
...     else:
...         print "result is", result
...     finally:
...         print "executing finally clause"
...

>>> divide(2, 1)
result is 2
executing finally clause

>>> divide(2, 0)
division by zero!
executing finally clause

>>> divide("2", "1")
executing finally clause
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
  File "<stdin>", line 3, in divide
TypeError: unsupported operand type(s) for /: 'str' and 'str'


8.7 ละเอียดนิดเพื่อความหมดจด (Predefined Clean-up Actions)

ควรมีความรอบคอบในการเขียนโค๊ด ลองดู

for line in open("myfile.txt"):
    print line

ปัญหาของโค๊ดนี้คือ ไม่มีการปิดไฟล์ ถ้าโปรแกรมใหญ่ขึ้นโค๊ดแบบนี้จะกินหน่วยความจำมหาศาล
ดังนั้นโค๊ดควรเป็นดังนี้

with open("myfile.txt") as f:
    for line in f:
        print line

ตัวอย่างนี้ ไฟล์ออปเจคต์ f จะถูกลบออกจากหน่วยความจำเมื่อโปรแกรมจบ

9. คลาส (Classes)

9.1 ศัพท์ (A Word About Terminology)
9.2 สโคปและเนมสเปซ (Python Scopes and Name Spaces)
9.3 แรกพบ (A First Look at Classes)
9.4 หมายเหตุเรื่องคลาส (Random Remarks)
9.5 การสืบทอดคลาส (Inheritance)
9.6 ตัวแปรเฉพาะที่ (Private Variables)
9.7 ปกิณกะ (Odds and Ends)
9.8 ตัวยกข้อผิดพลาดก็เป็นคลาส (Exceptions Are Classes Too)
9.9 ตัวกระทำซ้ำ (Iterators)
9.10 เจนเนอเรเตอร์ (Generators)
9.11 เจนเนอเรเตอร์เอกซ์เพรสชั่น (Generator Expressions)


คลาสในไพธอนถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย มันเลยไม่ได้ป้องกันแน่นหนาแบบภาษาอื่น
อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีคุณสมบัติของคลาสอย่างที่ควรเป็น


9.1 ศัพท์ (A Word About Terminology)

เพื่อให้เกิดความสุขสวัสดีทั้งผู้เขียนและผู้อ่าน บทนี้จะใช้ทับศัพท์ให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ :)


9.2 สโคปและเนมสเปซ (Python Scopes and Name Spaces)

ศัพท์สนุก ๆ

เนมสเปซ (Namespace)
เปรียบเสมือนห้องส่วนตัวนับตั้งแต่เราเอาสิ่งที่เราเขียนไว้ หรือเอาฟังก์ชั่นที่มีอยู่แล้ว มาสร้างเป็นออปเจคต์ เป็นแบบนี้ในทุกระดับของออปเจคต์ ในทางปฏิบัติแล้วไพธอนเก็บไว้ในรูปดิกชันนารี ตัวอย่างของเนมสเปซคือ กลุ่มของบิลด์อินเนม (Buid-in Names = buid-in function + buid-in exception) จะอยู่ภายใต้เนมสเปซเดียวกัน หรือ กลอบอลเนม (Global Names = global function + global exception + global variables) ต่าง ๆ ของมอดูล ก็จะอยู่ในเนมสเปซของมัน การมีเนมสเปซทำให้ออปเจคต์ต่างเนมสเปซกันไม่ตีกันถึงแม้จะชื่อเดียวกัน เวลาเราอ้างถึงเนมที่อยู่ลึกลงไป เราจึงต้องอ้างตามรายแอตทริบิวต์

เนมสเปซต่าง ๆ จะถูกสร้างขึ้นเมื่อออปเจคต์ถูกสร้าง และมีอายุตามออปเจคต์นั้น ๆ เช่น

  • เนมสเปซที่บรรจุบิลด์อินเนม (Build-in Name = buid-in function + buid-in exception) จะถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เราเริ่มเรียกใช้โปรแกรมและคงอยู่จนกว่าโปรแกรมจะจบ
  • กลอบอลเนมสเปซของมอดูล (Module Global Namespace) จะถูกสร้างขึ้นตั้งแต่มอดูลถูกอิมพอร์ตจนกว่าจะจบโปรแกรมเช่นกัน
  • ประโยคทั้งหมดที่ถูกรันโดยไพธอน ไม่ว่าจะเป็นการรันสคริปต์ไฟล์หรือพิมพ์สดในหมวดโต้ตอบก็ดี จะอยู่ภายใต้เนมสเปซของมอดูล __main__
  • บิลด์อินเนม (Buid-in Names = buid-in function + buid-in exception) จะอยู่ภายใต้เนมสเปซของมอดูล __buildin__
  • เวลาฟังก์ชั่นถูกเรียกใช้งาน มันจะสร้างเนมสเปซของมันขึ้นมา แล้วถูกลบทิ้งไปเมื่อทำงานเสร็จ แต่ถ้าเรียกลึกลงไปเรื่อย ๆ เนมสเปซที่ลึกลงไปก็จะถูกซ้อนอยู่ภายใต้เนมสเปซที่เป็นผู้เรียก

อธิบายตามภาษาชาวบ้าน เนม(Names) ก็คืออะไรที่เราต้องตั้งชื่อให้มัน เวลาเรียกก็เรียกจากชื่อ เช่นฟังก์ชั่น ตัวแปร เป็นต้น ส่วนเนมสเปซ(Namespace) ก็คือห้องบรรจุเนมนั่นเอง

แอตทริบิวต์ (Attribute)
ก็คือเนม (Name) ตามด้วยจุด (.) ตามด้วยชื่อแอตทรีบิวต์ เช่น z.real เราเรียก real ว่าเป็นแอตทริบิวต์ของออปเจคต์ z อะไรก็ตามที่อยู่ในระดับเดียวกับ real คืออ้างถึงด้วย z.XXX เราจะเรียกว่าอยู่ภายใต้เนมสเปซเดียวกัน (ถ้าชื่อซ้ำก็ตีกัน)

แอตทรีบิวต์ อาจเป็นได้ทั้งอ่านอย่างเดียวและเขียนได้ด้วย ถ้าเป็นแบบเขียนได้ เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้ และใช้ประโยค del ในการลบแอตทริบิวต์นั้นได้

สโคป (Scope)
หมายถึงช่วงที่เนมสเปซสามารถเข้าถึงได้โดยตรง โดยไม่ต้องอ้างอิงไล่แอตทริบิวต์ไปถึงออปเจคต์ที่อยู่ในเนมสเปซอื่น
ในทุก ๆ ขณะของการทำงาน จะมีอย่างน้อยสามสโคปเสมอ คือ
  • สโคปในสุด (เวลาค้นหาออปเจคต์ โปรแกรมจะค้นจากสโคปในสุดเสมอ) บรรจุตัวแปรในระดับเดียวกัน(และระดับลูก)และฟังก์ชั่นในระดับลูก
  • สโคปชั้นกลาง บรรจุตัวแปรแบบกลอบอล และฟังก์ชั่นในระดับเดียวกัน
  • สโคปชั้นนอกสุด บรรจุพวกบิลด์อินเนม (Buid-in Names = buid-in function + buid-in exception)

เรื่องสนุก ๆ

  • ถ้าเรากำหนดเนม (Name) ของเราให้เป็นแบบกลอบอล (global) ทุกออปเจคต์จะเห็นเป็นสโคปชั้นกลางเสมอ
  • ถ้าไม่ได้เป็นตัวแปรที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือระดับลูก จะเป็นตัวแปรที่อ่านได้อย่างเดียว (ถ้าพยายามจะเขียนทับ จะถือเป็นการสร้างตัวแปรใหม่ในเนมสเปซนั้น ๆ)
  • ถ้านับเฉพาะในฟังก์ชั่น เนม(Names)ทั้งหมดภายในจะถึอว่าเป็นสโคปท้องถิ่น (local scope) พอดูออกไปข้างนอกฟังก์ชั่น เนมภายนอกจะถือว่าอยู่ในเนมสเปซของมอดูล เรียกว่าเป็นกลอบอลสโคป (global scope) ส่วนการนิยามคลาส จะถือว่าอยู่คนละเนมสเปซ

--รอแปล--


9.3 แรกพบ (A First Look at Classes)

9.3.1 โครงสร้างคลาส (Class Definition Syntax)

โครงคือ

class ClassName:
    <statement-1>
    .
    .
    .
    <statement-N>

--รอแปล--

9.3.2 ออปเจคค์ที่เป็นคลาส (Class Objects)

จะใช้งานหรือเข้าถึงคลาสออปเจคต์ได้สองแบบ คือ

เข้าถึงแบบอ้างตามแอตทริบิวต์ (Attribute references)
ดูโค๊ด
class MyClass:
    "A simple example class"
    i = 12345
    def f(self):
        return 'hello world'

เราสามารถเข้าถึงคลาสนี้ดังนี้

>>> MyClass.i
12345

>>> MyClass.f
<unbound method MyClass.f>

>>> MyClass.__doc__
'A simple example class'

>>> MyClass.i = 2
>>> MyClass.i
2

>>> MyClass.__doc__ = "Modified docstring"
>>> MyClass.__doc__
'Modified docstring'
การสร้างอินสแตนซ์ (instantiation)
ใช้รูปแบบธรรมชาติเหมือนกับการสร้างฟังก์ชั่น
x = MyClass()

เป็นการสร้างอินสแตนซ์ซึ่งเป็นออปเจคต์ที่ถูกบรรจุอยู่ในตัวแปร x

หากต้องการออปเจคต์ที่ต้องมีการถูกเตรียมการในครั้งแรก ต้องใส่เมธอดพิเศษชื่อ __init__() ลงในการนิยามคลาสด้วย

def __init__(self):
        self.data = []

พอสร้างออปเจคต์แล้ว เราจะได้ผลของการรันเมธอด __init__() มาด้วย เช่น

>>> x=MyClass()
>>> x.data
[]

ถ้าต้องการใส่พารามิเตอร์ให้กับคลาส ก็ต้องใส่ในเมธอด __init__() นี้เอง เช่น

>>> class Complex:
...     def __init__(self, realpart, imagpart):
...         self.r = realpart
...         self.i = imagpart
... 
>>> x = Complex(3.0, -4.5)
>>> x.r, x.i
(3.0, -4.5)
9.3.3 ออปเจคต์ที่เป็นอินสแตนซ์ (Instance Objects)

นิยามว่ามันมีสองแอตทริบิวต์เนม คือ แอตทริบิวต์ที่เป็นข้อมูล และ เมธอด

แอตทริบิวต์ที่เป็นข้อมูล (Data Attributes)
ก็คือตัวแปรของอินแสตนซ์ออปเจคต์นั่นเอง ดังนั้นจึงสามารถใช้งานแบบตัวแปร คือกำหนดค่าได้ทันที จากตัวอย่างข้างล่างนี้ จะได้ผลลัพธ์คือ 16
x.counter = 1
while x.counter < 10:
    x.counter = x.counter * 2
print x.counter
del x.counter
เมธอด (Method)
ก็คือฟังก์ชั่นของอินสแตนซ์ออปเจคต์นั่นเอง จากตัวอย่าง x.f คือเมธอดของอินสแตนซ์ ส่วน MyClass.f คือฟังก์ชั่นของคลาส
9.3.4 ออปเจคต์ที่เป็นเมธอด (Method Objects)

จากตัวอย่างคือ x.f() เรียกว่าเป็นเมธอด
เราอาจอ้างถึงเมธอดผ่านตัวแปรได้

xf = x.f
while True:
    print xf()

ตัวอย่างนี้จะพิมพ์ "hello world" ไปเรื่อย จนกว่าจะกดขัดจังหวะ

เมธอดสามารถใช้งานพารามิเตอร์ได้เหมือนฟังก์ชั่นปกติ เวลาเรียกใช้งานก็ต้องใส่พารามิเตอร์ให้ครบเช่นกัน ไม่งั้นไพธอนจะยกข้อผิดพลาดขึ้นแสดง
แต่พารามิเตอร์ (arguments) ของเมธอดจะต่างไปจากฟังก์ชั่นปกติเล็กน้อย เพราะเมธอดเป็นฟังก์ชั่นของอินสแตนซ์ของคลาส ดังนั้นพฤติกรรมของเมธอดคือ เมื่อเราเรียกใช้เมธอดว่า x.f() จริง ๆ แล้วมันคือการที่เราเรียกว่า MyClass.f(x) นี่คือเหตุที่ต้องกำหนดตัวแปรพิเศษ self ในตอนนิยามคลาส


9.4 หมายเหตุเรื่องคลาส (Random Remarks)

  • แอตทริบิวต์ข้อมูลจะสำคัญกว่าแอตทริบิวต์ที่เป็นเมธอดเสมอ แปลว่าถ้าตั้งชื่อตัวแปรกับฟังก์ชั่นซ้ำกัน ชื่อตัวแปรจะสำคัญกว่า ดังนั้นเราจึงควรตระหนักและหาทางป้องกันข้อผิดพลาดนี้ อาจจะด้วยการตั้งชื่อเมธอดให้เป็นอักษรตัวใหญ่นำหน้า หรือนำหน้าตัวแปรด้วยเครื่องหมาย "_" หรืออื่น ๆ ที่เคยชิน
  • ไพธอนไม่ได้ปกป้องตัวแปรในอินสแตนซ์อย่างสมบูรณ์แบบ ใคร ๆ ก็สามารถเปลี่ยนค่ามันได้ หากต้องการคุณสมบัตินี้จริง ๆ อาจต้องเขียนส่วนขยายด้วยภาษาซี
  • เป็นหน้าที่ของเราเองที่ต้องใช้แอตทริบิวต์ข้อมูลด้วยความระมัดระวัง ควรตั้งข้อกำหนดให้แม่น ในเรื่องการตั้งชื่อ อาจลดความผิดพลาดได้
  • ถ้าอยู่ภายในเมธอด และเราไม่ระบุตัวแปรภายนอกเป็นกลอบอลแล้ว ไม่มีทางที่เราจะอ้างถึงตัวแปรที่อยู่ภายนอกได้ การนี้ทำให้ลดข้อผิดพลาดและอ่านโค๊ดง่าย
  • มีหลายครั้งที่เราไม่จำเป็นต้องใส่ตัวแปรพิเศษ self ไว้ในฟังก์ชั่นของคลาส แต่ใส่ไว้ดีกว่าไม่ใส่ เพราะเพื่อให้เป็นนิสัยแห่งการทำตามมาตรฐาน มีผลให้คนอื่นอ่านโค๊ดเราง่ายขึ้น
  • เนื่องจากไพธอนแทนค่าตัวแปรได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ดังนั้นจึงสามารถเขียนโค๊ดให้เอาฟังก์ชั่นจากภายนอก มาเป็นฟังก์ชั่นภายในคลาสได้ แต่อันนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีมาก ๆ เพราะอ่านโค๊ดแล้วสับสน
    # Function defined outside the class
    def f1(self, x, y):
        return min(x, x+y)
    
    class C:
        f = f1
        def g(self):
            return 'hello world'
        h = g

    คลาส C สามารถเรียกใช้งานเมธอดแอตทริบิวต์ C.f(x,y) ได้

    >>> x = C()
    >>> x.f(1,2)
    1
  • เมธอดอาจเรียกใช้เมธอดอื่นในคลาสเดียวกันได้ด้วยการใช้ self นำหน้าเมธอดที่จะเรียก
    class Bag:
        def __init__(self):
            self.data = []
        def add(self, x):
            self.data.append(x)
        def addtwice(self, x):
            self.add(x)
            self.add(x)


9.5 การสืบทอดคลาส (Inheritance)

ถ้าสืบทอดไม่ได้ก็ไม่ใช่คลาส รูปแบบโครงสร้างของการสืบทอดคือ

class DerivedClassName(BaseClassName):
    <statement-1>
    .
    .
    .
    <statement-N>

ถ้าคลาสฐานถูกกำหนดไว้ที่มอดูลอื่น รูปแบบจะเป็น

class DerivedClassName(modname.BaseClassName):

คลาสใหม่ที่แตกออกมานี้ สามารถสร้างเมธอดเพื่อครอบงำเมธอดเดิมได้อย่างไม่มีข้อจำกัด โดยที่ถ้าสร้างขึ้นมาแล้วโค๊ดภายใต้เมธอดเดิมจะไม่ถูกเรียก แต่หากยังต้องการเรียกโค๊ดจากเมธอดเดิมอยู่ เราต้องเรียกใช้เองในรูปแบบ BaseClassName.methodname(self, arguments)

9.5.1 การสืบทอดหลายทาง (Multiple Inheritance)

รูปแบบโครงสร้างคือ

class DerivedClassName(Base1, Base2, Base3):
    <statement-1>
    .
    .
    .
    <statement-N>

ลำดับการทำงานก็คือ ถ้าพบคลาส Base1 ตรง ๆ ก็จะสืบทอดจาก Base1 เลย แต่ถ้าไม่พบก็จะควานหาคลาสฐานของ Base1 ลึกลงไปจนสุด และถ้ายังไม่พบจึงมาเริ่มต้นค้นจาก Base2 ต่อไปเรื่อย ๆ จนหมด

(ลำดับการทำงานแบบนี้จะขัดธรรมชาติสักหน่อย คือจริง ๆ แล้วน่าจะไล่ไป Base1 - Base2 - Base3 แล้วจึงย้อนมาหาฐานของ Base1 อีกที ซึ่งดูจะมีประโยชน์กว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะมีโอกาสผิดพลาดมาก)


9.6 ตัวแปรส่วนตัว (Private Variables)

ใช้หลักแค่ว่านำหน้าชื่อตัวแปรต้วย underscore สองตัว เช่น __spam ตัวแปรนั้นจะกลายเป็นตัวแปรส่วนตัวของคลาสนั้นเอง ไม่สามารถถูกเรียกจากที่อื่นในรูป X.__spam ได้

>>> class C:
...   __spam = 5
...   s = 6
... 
>>> a = C()
>>> a.s
6

>>> a.__spam
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
AttributeError: C instance has no attribute '__spam'

แต่ไพธอนก็ยังไม่ทำให้เป็นส่วนตัวจริง ๆ อยู่ดี เพราะอาจถูกเรียกในรูปของ X._classname__spam ได้

>>> a._C__spam
5

>>> dir(a)
['_C__spam', '__doc__', '__module__', 's']


9.7 ปกิณกะ (Odds and Ends)

อาจเติมแอตทริบิวต์ข้อมูลให้กับคลาสอินสแตนซ์ได้ทุกเมื่อ

class Employee:
    pass

john = Employee() # Create an empty employee record

# Fill the fields of the record
john.name = 'John Doe'
john.dept = 'computer lab'
john.salary = 1000


9.8 ตัวยกข้อผิดพลาดก็เป็นคลาส (Exceptions Are Classes Too)

ดังนั้น เราสามารถสร้างตัวยกข้อผิดพลาดแบบซ้อนลึกลงไปเรื่อย ๆ
เขียนได้สองรูปแบบคือ

  • raise Class, instance

    instance ในที่นี้ คืออินสแตนซ์ของ Class หรือคลาสลูก

  • อีกอันคือ
    raise instance

    ซึ่งถ้าเขียนแบบเต็ม ๆ ต้องเขียนว่า

    raise instance.__class__, instance

แต่ต้องระวังการดักตอนแตกลูกแตกหลานคลาส เพราะถ้าดักพบคลาสแม่ก่อน เขาจะถือว่าดักได้แล้ว และจะเอาขึ้นเลย ลองดู

>>> class B:
...     pass
... 
>>> class C(B):
...     pass
... 
>>> class D(C):
...     pass
... 
>>> for c in [B, C, D]:
...     try:
...         raise c()
...     except D:
...         print "D"
...     except C:
...         print "C"
...     except B:
...         print "B"
... 
B
C
D

>>> for c in [B, C, D]:
...     try:
...         raise c()
...     except C:
...         print "C"
...     except B:
...         print "B"
...     except D:
...         print "D"
... 
B
C
C

เวลายกข้อผิดพลาดขึ้นแสดง รูปแบบคือ

Exception_Class: str(instance)


9.9 ตัวกระทำซ้ำ (Iterators)

ลองดูตัวอย่าง for

for element in [1, 2, 3]:
    print element
for element in (1, 2, 3):
    print element
for key in {'one':1, 'two':2}:
    print key
for char in "123":
    print char
for line in open("myfile.txt"):
    print line

เบื้องหน้าก็ดูง่าย ๆ ดี เราลองมาดูเบื้องลึกบ้าง
ขั้นตอนคือ เมื่อไพธอนพบคำสั่ง for เขาจะไปเรียกเมธอด iter() ของออปเจคต์นั้น ซึ่งจะคืนค่าเป็นออปเจคต์ที่มีเมธอด next() ออกมา และจะเรียกซ้ำไปเรื่อย จนเมื่อหมดแล้ว เมธอด next() จะยกข้อผิดพลาดชื่อ StopIteration ขึ้นมาบอกให้รู้ว่าพอแล้ว ลองดูตัวอย่าง

>>> s = 'abc'
>>> it = iter(s)
>>> it
<iterator object at 0x00A1DB50>
>>> it.next()
'a'

>>> it.next()
'b'

>>> it.next()
'c'

>>> it.next()
Traceback (most recent call last):
  File "<stdin>", line 1, in ?
    it.next()
StopIteration

เมื่อรู้เบื้องลึกแล้ว เราก็สามารถแปลงพฤติกรรมของการทำซ้ำได้ ด้วยการนิยามเมธอด __iter__() และ next() ในคลาสของเราใหม่

class Reverse:
    "Iterator for looping over a sequence backwards"
    def __init__(self, data):
        self.data = data
        self.index = len(data)
    def __iter__(self):
        return self
    def next(self):
        if self.index == 0:
            raise StopIteration
        self.index = self.index - 1
        return self.data[self.index]

รันได้ว่า

>>> for char in Reverse('spam'):
...     print char
...
m
a
p
s


9.10 เจนเนอเรเตอร์ (Generators)

เป็นอีกตัวนึงที่ใช้สร้างตัวกระทำซ้ำ โดยใช้ประโยค yield ซึ่งพิเศษตรงที่ว่ามันสามารถจำข้อมูลและสถานะจากครั้งก่อนที่เคยรันได้ พอถูกเรียกจาก next() เมื่อไหร่ มันจะกลับไปทำงานด้วยสถานะจากครั้งก่อนทันที

def reverse(data):
    for index in range(len(data)-1, -1, -1):
        yield data[index]

รันได้ว่า

>>> for char in reverse('golf'):
...     print char
...
f
l
o
g

ทำให้เขียนโค๊ดได้สั้น แต่อาจอ่านยากนิดนึง แต่ถ้าใช้คล่องแล้วจะประหยัดโค๊ดไปได้เยอะ เพราะไม่ต้องมานั่งเขียนพวก self.index และ self.data เอง


9.11 เจนเนอเรเตอร์เอกซ์เพรสชั่น (Generator Expressions)

รูปแบบเหมือน ลิสต์คอมพรีเฮนชั่น (list comprehension) แต่ใช้วงเล็บธรรมดาแทน เขียนและอ่านโค๊ดง่าย และประหยัดหน่วยความจำ

>>> sum(i*i for i in range(10))                 # sum of squares
285

>>> xvec = [10, 20, 30]
>>> yvec = [7, 5, 3]
>>> sum(x*y for x,y in zip(xvec, yvec))         # dot product
260

>>> from math import pi, sin
>>> sine_table = dict((x, sin(x*pi/180)) for x in range(0, 91))

>>> unique_words = set(word  for line in page  for word in line.split())

>>> valedictorian = max((student.gpa, student.name) for student in graduates)

>>> data = 'golf'
>>> list(data[i] for i in range(len(data)-1,-1,-1))
['f', 'l', 'o', 'g']

10. มีอะไรให้ใช้บ้าง (Brief Tour of the Standard Library)

10.1 งานของระบบปฏิบัติการ (Operating System Interface)
10.2 ไฟล์ไวลด์คาร์ด (File Wildcards)
10.3 อาร์กิวเมนต์ (Command Line Arguments)
10.4 นำเข้า ส่งออก และเปลี่ยนทิศ (Error Output Redirection and Program Termination)
10.5 จับคู่สตริงก์ (String Pattern Matching)
10.6 คณิตศาสตร์ (Mathematics)
10.7 อินเตอร์เน็ต (Internet Access)
10.8 วันที่และเวลา (Dates and Times)
10.9 การบีบอัดข้อมูล (Data Compression)
10.10 จับประสิทธิภาพ (Performance Measurement)
10.11 การควบคุมคุณภาพ (Quality Control)
10.12 พร้อมใช้ (Batteries Included)


เรามาดูว่าในไลบรารีมาตรฐานของไพธอน มีฟังก์ชั่นหรือเมธอดในมอดูล อะไรให้ใช้บ้าง


10.1 งานของระบบปฏิบัติการ (Operating System Interface)

os
มอดูล os มีเมธอดให้ใช้เยอะมาก

>>> import os
>>> os.system('time 0:02')
0

>>> os.getcwd()      # Return the current working directory
'C:\Python24'

>>> os.chdir('/server/accesslogs')

ต้องสั่งว่า import os เท่านั้น ห้ามใช้ว่า from os import * อันนี้เป็นภาคบังคับ ไม่งั้นชื่อฟังก์ชั่นจะตีกันเละกับบิลด์อินฟังก์ชั่น
ถ้างงหรือหลงลืม ให้ใช้บิลด์อินฟังก์ชั่นสองตัวคือ dir() และ help() ดูว่าในมอดูลมีอะไรบ้าง

>>> import os
>>> dir(os)
<returns a list of all module functions>

>>> help(os)
<returns an extensive manual page created from the module's docstrings>
shutil
สำหรับงานจิปาถะเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจใช้ตัวนี้แทน ดูจะอ่านเข้าใจง่ายกว่า

>>> import shutil
>>> shutil.copyfile('data.db', 'archive.db')
>>> shutil.move('/build/executables', 'installdir')


10.2 ไฟล์ไวลด์คาร์ด (File Wildcards)

glob
ใช้กับไวลด์คาร์ดคล่องตัวกว่า

 >>> import glob
>>> glob.glob('*.py')
['primes.py', 'random.py', 'quote.py']


10.3 อาร์กิวเมนต์ (Command Line Arguments)

sys
ใช้เยอะมาก เช่น สมมุติไฟล์ demo.py มีโค๊ดแบบนี้

#!/usr/bin/env python
import sys
print sys.argv

พอสั่งงานจากบรรทัดคำสั่งว่า "python demo.py one two three" จะได้ผลลัพธ์แบบนี้

$ python demo.py one two three
['demo.py', 'one', 'two', 'three']


10.4 นำเข้า ส่งออก และเปลี่ยนทิศ (Error Output Redirection and Program Termination)

sys
ใช้ sys เหมือนเดิม เพราะในนี้มีฟังก์ชั่นของ stdin stdout และ stderr เราจะผันการแสดงผลลัพธ์ไปทางไหน ก็ใช้จากมอดูลนี้

>>> sys.stderr.write('Warning, log file not found starting a new one
')
Warning, log file not found starting a new one

เวลาต้องการหยุดการทำงานของโปรแกรม ใช้ sys.exit() เป็นปกติ


10.5 จับคู่สตริงก์ (String Pattern Matching)

re
ใช้งาน เรกูลาร์เอกเพรสชั่น (regular expression) ได้สะดวกและเป็นธรรมชาติ

>>> import re

>>> re.findall(rf[a-z]*', 'which foot or hand fell fastest')
['foot', 'fell', 'fastest']

>>> re.sub(r'[a-z]+) ', r'', 'cat in the the hat')
'cat in the hat'
ใช้เมธอดของสตริงก์ที่มีอยู่แล้ว
ถ้างานไม่ซับซ้อน ใช้อันนี้เร็วกว่า อ่านง่ายตรวจง่าย

>>> 'tea for too'.replace('too', 'two')
'tea for two' 


10.6 คณิตศาสตร์ (Mathematics)

math
มอดูลนี้ ใช้งานทศนิยมลอยและไลบรารีมาตรฐานทางคณิตศาตร์ได้คล่องตัวกว่า

>>> import math
>>> math.cos(math.pi / 4.0)
0.70710678118654757

>>> math.log(1024, 2)
10.0
random
งานการสุ่มแยกออกมาจาก math

>>> import random
>>> random.choice(['apple', 'pear', 'banana'])
'apple'

>>> random.sample(xrange(100), 10)   # sampling without replacement
[30, 83, 16, 4, 8, 81, 41, 50, 18, 33]

>>> random.random()    # random float
0.17970987693706186

>>> random.randrange(6)    # random integer chosen from range(6)
4


10.7 อินเตอร์เน็ต (Internet Access)

urllib2
ใช้งานด้านลูกข่าย (client) เช่นเปิดดู url เป็นต้น

>>> import urllib2
>>> for line in urllib2.urlopen('http://tycho.usno.navy.mil/cgi-bin/timer.pl'):
...     if 'EST' in line or 'EDT' in line:  # look for Eastern Time
...         print line
    
<BR>Nov. 25, 09:43:32 PM EST
smtplib
ใช้จัดการเมล

>>> import smtplib
>>> server = smtplib.SMTP('localhost')
>>> server.sendmail('soothsayer@example.org', 'jcaesar@example.org',
"""To: jcaesar@example.org
From: soothsayer@example.org

Beware the Ides of March.
""")

>>> server.quit()


10.8 วันที่และเวลา (Dates and Times)

datetime
มอดูลนี้มีฟังก์ชั่นทางวันที่และเวลาเยอะ รวมทั้งยังรองรับเรื่องโซนเวลาด้วย

# dates are easily constructed and formatted
>>> from datetime import date
>>> now = date.today()
>>> now
datetime.date(2003, 12, 2)

>>> now.strftime("%m-%d-%y. %d %b %Y is a %A on the %d day of %B.")
'12-02-03. 02 Dec 2003 is a Tuesday on the 02 day of December.'

# dates support calendar arithmetic
>>> birthday = date(1964, 7, 31)
>>> age = now - birthday
>>> age.days
14368


10.9 การบีบอัดข้อมูล (Data Compression)

มีเพียบ zlib  gzip  bz2  zipfile  tarfile
ลองดู zlib เป็นตัวอย่าง

>>> import zlib
>>> s = 'witch which has which witches wrist watch'
>>> len(s)
41

>>> t = zlib.compress(s)
>>> len(t)
37

>>> zlib.decompress(t)
'witch which has which witches wrist watch'

>>> zlib.crc32(s)
226805979


10.10 จับประสิทธิภาพ (Performance Measurement)

timeit
ใช้จับเวลา ตัวอย่างเป็นการจับเวลาเทียบกันระหว่างการสลับค่าแบบโบราณ คือเอาตัวแปรชั่วคราวมาใช้สำหรับสลับ กับการสลับแบบใช้ทูเปิลที่ไพธอนถนัด ว่าอันไหนเร็วกว่า

>>> from timeit import Timer
>>> Timer('t=a; a=b; b=t', 'a=1; b=2').timeit()
0.57535828626024577

>>> Timer('a,b = b,a', 'a=1; b=2').timeit()
0.54962537085770791

สนุก ๆ นะครับ อันนี้เครื่องผม Intel Core2 Duo E6300 เริ่มเก่าแล้วละ ไพธอนรุ่น 2.4.4 [GCC 4.2.3 20071123 (prerelease) (Debian 4.2.2-4)]

>>> Timer('t=a; a=b; b=t', 'a=1; b=2').timeit()
0.21430277824401855

>>> Timer('a,b = b,a', 'a=1; b=2').timeit()
0.14265108108520508

จะเห็นว่าใช้สลับแบบทูเปิลเร็วกว่าเยอะ โดยเฉพาะซีพียูรุ่นใหม่ ๆ (และไพธอนรุ่นเกือบใหม่)

อันนี้เป็นแบบเล่น ๆ ถ้าเอาจริงจังก็ยังมีมอดูล profile ใช้ดูเวลาโค๊ดเยอะ ๆ


10.11 การควบคุมคุณภาพ (Quality Control)

มาถึงนี่ได้ก็เริ่มเก๋าแล้วครับ อันนี้ใช้กับงานใหญ่ ๆ ที่เราจะจัดการดูแลโค๊ดเราให้มีมาตรฐานที่ดี เผื่อว่าใครจะเอาไปใช้ หรือจะทำงานร่วมกับใคร ก็จะเข้ากันได้แบบไร้ปัญหา

doctest
ใช้ตรวจสอบมอดูล โดยเราจะต้องเขียนผลการทดสอบที่เราหวังว่ามันจะเป็นแบบนั้นไว้ใน docstring เวลารัน เขาก็จะทดสอบรันตามนั้น ถ้าผลตรงกันก็ใช้ได้ แต่ถ้าผลไม่ตรง ก็จะรายงานออกมา

def average(values):
    """Computes the arithmetic mean of a list of numbers.

    >>> print average([20, 30, 70])
    40.0
    """
    return sum(values, 0.0) / len(values)

import doctest
doctest.testmod()   # automatically validate the embedded tests
unittest
ใช้งานยากกว่า แต่ดูเป็นระบบใช้ได้จริงกว่า

import unittest

class TestStatisticalFunctions(unittest.TestCase):

    def test_average(self):
        self.assertEqual(average([20, 30, 70]), 40.0)
        self.assertEqual(round(average([1, 5, 7]), 1), 4.3)
        self.assertRaises(ZeroDivisionError, average, [])
        self.assertRaises(TypeError, average, 20, 30, 70)

unittest.main() # Calling from the command line invokes all tests


10.12 พร้อมใช้ (Batteries Included)

ไพธอนพยายามทำให้ตัวเองพร้อมใช้งานมากที่สุด จึงพยายามจัดแพกเกจและมอดูลมาให้ครบถ้วน เช่น

  • มอดูล xmlrpclib และ SimpleXMLRPCServer ที่ทำงานกับ XML-RPC ได้ทั้งฝั่งลูกข่ายและแม่ข่าย โดยที่เราไม่ต้องเข้าไปจัดการกับโค๊ด XML เอง
  • แพกเกจ email ไม่เพียงแค่รับส่งอีเมล แต่มีฟังก์ชั่นของการเข้ารหัสและปรุงส่วนหัวของเมลให้ด้วย
  • แพกเกจ xml.dom และ xml.sax ใช้ในการทำงานกับภาษา XML อย่างมีประสิทธิภาพ ในทำนองเดียวกันมอดูล csv ก็รองรับการทำงานกับไฟล์ csv รวม ๆ กันแล้วก็ทำให้ลดความยุ่งยากในการส่งผ่านข้อมูลระหว่างงานได้เป็นอย่างดี
  • งานที่ต้องใช้งานหลายภาษาในหลายประเทศ ก็มีมอดูลหรือแพกเกจอย่าง gettext  locale และ codecs

บางทีการ "พร้อมใช้" ก็อาจสู้มอดูลจากข้างนอกไม่ได้เหมือนกัน แต่โดยรวม ๆ แล้วถือว่าเจ๋งพอตัว

11. เหลือบดูเครื่องมือเซียน (Brief Tour of the Standard Library - Part II)

11.1 การแสดงผล (Output Formatting)
11.2 เทมเพลต (Templating)
11.3 ข้อมูลไบนารี (Working with Binary Data Record Layouts)
11.4 เธรด (Multi-threading)
11.5 ปูม (Logging)
11.6 กำจัดจุดอ่อน (Weak References)
11.7 ใช้ลิสต์ให้สะดวก (Tools for Working with Lists)
11.8 เลขทศนิยมลอย (Decimal Floating Point Arithmetic)

11.1 การแสดงผล (Output Formatting)

repr
มอดูล repr มีไว้สำหรับปรับฟังก์ชั่น repr() ให้เป็นแบบที่เราต้องการ
>>> import repr   
>>> repr.repr(set('supercalifragilisticexpialidocious'))
"set(['a', 'c', 'd', 'e', 'f', 'g', ...])"
pprint
ช่วยจัดรูปแบบให้เหมาะกับงานที่ไปออกเครื่องพิมพ์
>>> import pprint
>>> t = [[[['black', 'cyan'], 'white', ['green', 'red']], [['magenta',
...     'yellow'], 'blue']]]
...

>>> pprint.pprint(t, width=30)
[[[['black', 'cyan'],
   'white',
   ['green', 'red']],
  [['magenta', 'yellow'],
   'blue']]]
textwrap
เป็นอีกตัวนึง แต่เหมาะในการจัดการงานข้อความ
>>> import textwrap
>>> doc = """The wrap() method is just like fill() except that it returns
... a list of strings instead of one big string with newlines to separate
... the wrapped lines."""
...

>>> print textwrap.fill(doc, width=40)
The wrap() method is just like fill()
except that it returns a list of strings
instead of one big string with newlines
to separate the wrapped lines.
locale
จัดรูปแบบออกมาให้เหมาะกับภาษาของประเทศที่เรากำหนด
>>> import locale
>>> locale.setlocale(locale.LC_ALL, 'English_United States.1252')
'English_United States.1252'

>>> conv = locale.localeconv()          # get a mapping of conventions
>>> x = 1234567.8
>>> locale.format("%d", x, grouping=True)
'1,234,567'

>>> locale.format("%s%.*f", (conv['currency_symbol'],
...           conv['frac_digits'], x), grouping=True)
'$1,234,567.80'

11.2 เทมเพลต (Templating)

string
เป็นเรื่องการจัดการข้อความให้เหมาะสม โดยถ้าเราเขียนโค๊ดให้เรียกใช้เทมเพลตแล้ว เวลาแจกจ่ายโปรแกรมไปแล้ว ผู้ใช้สามารถปรับแต่งข้อความให้เหมาะสมกับงานของเขาได้ง่ายกว่าต้องมาแฮ๊กโค๊ดเอง
เวลาใช้เอาเครื่องหมาย "$" ใส่ข้างหน้าตัวแปร แล้วแทนค่าตอนรัน (แต่ถ้าต้องการใช้ $ ก็แค่ใส่เป็น "$$")
>>> from string import Template
>>> t = Template('${village}folk send $$10 to $cause.')
>>> t.substitute(village='Nottingham', cause='the ditch fund')
'Nottinghamfolk send $10 to the ditch fund.'
ถ้าใส่ค่าตัวแปรในดิกชันนารีผิด เมธอด substitute จะยกข้อผิดพลาด KeyError ขึ้นแสดง ในงานบางประเภทผู้ใช้อาจใส่ค่าไม่ครบ ก็มีเมธอด safe_substitute เพื่อป้องกันการแสดงข้อความผิดพลาดได้
>>> t = Template('Return the $item to $owner.')
>>> d = dict(item='unladen swallow')
>>> t.substitute(d)
Traceback (most recent call last):
  . . .
KeyError: 'owner'

>>> t.safe_substitute(d)
'Return the unladen swallow to $owner.'
เรายังสามารถสร้างคลาสลูกให้กับ Template ในการแปลงสัญลักษณ์ระบุตัวแปรได้ ตามตัวอย่างเปลี่ยนจากสัญลักษณ์ $ เป็น %
>>> import time, os.path
>>> photofiles = ['img_1074.jpg', 'img_1076.jpg', 'img_1077.jpg']
>>> class BatchRename(Template):
...     delimiter = '%'
>>> fmt = raw_input('Enter rename style (%d-date %n-seqnum %f-format):  ')
Enter rename style (%d-date %n-seqnum %f-format):  Ashley_%n%f


>>> t = BatchRename(fmt)
>>> date = time.strftime('%d%b%y')

>>> for i, filename in enumerate(photofiles):
...     base, ext = os.path.splitext(filename)
...     newname = t.substitute(d=date, n=i, f=ext)
...     print '%s --> %s' % (filename, newname)

img_1074.jpg --> Ashley_0.jpg
img_1076.jpg --> Ashley_1.jpg
img_1077.jpg --> Ashley_2.jpg
เทมเพลตแบบนี้เหมาะกับงานรายงาน หรืองาน XML และ HTML

11.3 ข้อมูลไบนารี (Working with Binary Data Record Layouts)

struct
มอดูลนี้ใช้ฟังก์ชั่น pack() และ unpack() ในการทำงานกับข้อมูลไบนารีที่มีความยาวไม่คงที่ ตัวอย่างจะเป็นการวนรอบทำงานกับข้อมูลส่วนหัวของไฟล์ ZIP (ใช้สัญลักษณ์ "H" และ "L" แทนข้อมูลไบนารีแบบไม่นับเครื่องหมายขนาด 2 และ 4 ไบต์ ตามลำดับ)
import struct

data = open('myfile.zip', 'rb').read()
start = 0
for i in range(3):                      # show the first 3 file headers
    start += 14
    fields = struct.unpack('LLLHH', data[start:start+16])
    crc32, comp_size, uncomp_size, filenamesize, extra_size = fields

    start += 16
    filename = data[start:start+filenamesize]
    start += filenamesize
    extra = data[start:start+extra_size]
    print filename, hex(crc32), comp_size, uncomp_size

    start += extra_size + comp_size     # skip to the next header

11.4 เธรด (Multi-threading)

เธรด เป็นการกระจายงานแล้วทำขนานกันไป โปรแกรมยุคใหม่จำเป็นต้องมีอย่างยิ่ง งานที่เหมาะกับเธรด เช่น เธรดนึงรอผู้ใช้ป้อนข้อมูล อีกเธรดนึงก็ทำงานอื่นขนานกันไป พอผู้ใช้ป้อนเสร็จก็ประมวลผลเสร็จพอดี เป็นต้น
threading
ตัวอย่างเป็นการใช้มอดูลนี้บีบอัดข้อมูล โดยทำเป็นงานเบื้องหลัง
import threading, zipfile

class AsyncZip(threading.Thread):
    def __init__(self, infile, outfile):
        threading.Thread.__init__(self)        
        self.infile = infile
        self.outfile = outfile
    def run(self):
        f = zipfile.ZipFile(self.outfile, 'w', zipfile.ZIP_DEFLATED)
        f.write(self.infile)
        f.close()
        print 'Finished background zip of: ', self.infile

background = AsyncZip('mydata.txt', 'myarchive.zip')
background.start()
print 'The main program continues to run in foreground.'
    
background.join()    # Wait for the background task to finish
print 'Main program waited until background was done.'
จุดที่ยากของงานเธรด คือถ้าต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับโปรแกรมอื่น ๆ มอดูล threading นี้ เตรียมคลาสหรือฟังก์ชั่นในการนี้ไว้แล้ว เช่น locks, events, condition variables, and semaphores
Queue
จากข้อกังวลเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับงานภายนอกนี่เอง จึงเกิดมอดูลนี้ขึ้นมา ทำให้เราไม่ต้องมาเขียนเรื่องจังหวะการรอของเธรดเอง

11.5 ปูม (Logging)

งานบันทึกปูม เป็นงานน่าเบื่อหน่อย แต่ถ้างานเราใหญ่ขึ้นก็ต้องทำ
logging
มอดูลนี้มีเครื่องมือให้พร้อมสำหรับการบันทึกปูม ง่ายสุดคือการส่งไปให้ระบบแสดงคือ sys.stderr
import logging
logging.debug('Debugging information')
logging.info('Informational message')
logging.warning('Warning:config file %s not found', 'server.conf')
logging.error('Error occurred')
logging.critical('Critical error -- shutting down')
ให้ผลแบบนี้
WARNING:root:Warning:config file server.conf not found
ERROR:root:Error occurred
CRITICAL:root:Critical error -- shutting down
ค่าปริยายของการส่งผลงานปูมคือ การแจ้งข้อผิดพลาดของระบบ (standard error) แต่เราสามารถดักให้ส่งไปยังจุดอื่นได้ เช่น อีเมล ดาต้าแกรม ซอคเก็ต หรือแม้กระทั่งแม่ข่ายเว็บ และยังอาจเลือกจ่ายไปยังจุดต่าง ๆ แบ่งตามระดับความสำคัญของข้อมูลคือ DEBUG, INFO, WARNING, ERROR, และ CRITICAL นอกจากนี้ยังสามารถแยกทำเป็นไฟล์ปรับตั้งสำหรับงานปูมโดยเฉพาะ โดยไม่ต้องเข้าไปยุ่งกับโค๊ดหลักเลย

11.6 กำจัดจุดอ่อน (Weak References)

ปกติไพธอนจัดการหน่วยความจำได้ดีอยู่แล้ว แต่มีบางงานที่ยกเว้น
weakref
งานตามรอยโค๊ด (tracking) เราต้องสร้างตัวแปรอ้างอิงของเราขึ้นมา หลายครั้งตัวที่เราสร้างกลับกลายเป็นปัญหาเสียเอง เวลาเราลบตัวแปรไม่หมดมันจะไปรบกวนหน่วยความจำที่เราต้องการดู มอดูล weakref ทำมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
>>> import weakref, gc
>>> class A:
...     def __init__(self, value):
...             self.value = value
...     def __repr__(self):
...             return str(self.value)
...
>>> a = A(10)                   # create a reference
>>> d = weakref.WeakValueDictionary()
>>> d['primary'] = a            # does not create a reference
>>> d['primary']                # fetch the object if it is still alive
10

>>> del a                       # remove the one reference
>>> gc.collect()                # run garbage collection right away
0

>>> d['primary']                # entry was automatically removed
Traceback (most recent call last):
  File "<pyshell#108>", line 1, in -toplevel-
    d['primary']                # entry was automatically removed
  File "C:/PY24/lib/weakref.py", line 46, in __getitem__
    o = self.data[key]()
KeyError: 'primary'

11.7 ใช้ลิสต์ให้สะดวก (Tools for Working with Lists)

เพราะลิสต์ใช้ง่าย เลยมีคนเขียนมอดูลเติมความสามารถให้ใช้ได้หลายหลายยิ่งขึ้น
array
ใช้แปลงลิสต์เป็นแอเรย์ออปเจคต์ที่เหมาะกับงานตัวเลข ตัวอย่างเป็นลิสต์ของตัวเลขที่เป็นจำนวนเต็ม (ปกติใช้หน่วยความจำ 16 ไบต์) ถูกแปลงเป็นแอเรย์ของข้อมูลไบนารีไม่คิดเครื่องหมายขนาด 2 ไบต์ (ใช้สัญลักษณ์ "H" แปลงแล้วใช้งานง่ายมาก
>>> from array import array
>>> a = array('H', [4000, 10, 700, 22222])
>>> sum(a)
26932

>>> a[1:3]
array('H', [10, 700])
collections
มอดูลนี้มีออปเจคต์ deque() ที่ใช้งานเหมือนลิสต์ ถ้าเพิ่มหรือลดสมาชิกข้างหน้าหรือต่อท้ายแล้วจะเร็วกว่าลิสต์ แต่ถ้าแทรกหรือค้นข้อมูลจะช้ากว่า เราเลยเอามาใช้ในงานคิว
>>> from collections import deque
>>> d = deque(["task1", "task2", "task3"])
>>> d.append("task4")
>>> print "Handling", d.popleft()
Handling task1
กับงานค้นแบบ Breadth-first search
unsearched = deque([starting_node])
def breadth_first_search(unsearched):
    node = unsearched.popleft()
    for m in gen_moves(node):
        if is_goal(m):
            return m
        unsearched.append(m)
bisect
ใช้เรียงลิสต์
>>> import bisect
>>> scores = [(100, 'perl'), (200, 'tcl'), (400, 'lua'), (500, 'python')]
>>> bisect.insort(scores, (300, 'ruby'))
>>> scores
[(100, 'perl'), (200, 'tcl'), (300, 'ruby'), (400, 'lua'), (500, 'python')]
heapq
ใช้จัดการฮีป จะเร็วกว่าใช้ลิสต์จริง ๆ เพราะงานฮีปเราสนใจแค่ค่าตัวที่น้อยที่สุดเท่านั้น ไม่ต้องจัดเรียงใหม่ทั้งลิสต์
>>> from heapq import heapify, heappop, heappush
>>> data = [1, 3, 5, 7, 9, 2, 4, 6, 8, 0]
>>> heapify(data)                      # rearrange the list into heap order
>>> heappush(data, -5)                 # add a new entry
>>> [heappop(data) for i in range(3)]  # fetch the three smallest entries
[-5, 0, 1]

11.8 เลขทศนิยมลอย (Decimal Floating Point Arithmetic)

decimal
มอดูลนี้มีชนิดข้อมูลชื่อ Decimal สำหรับเลขทศนิยมลอยที่เหมาะกับงานบัญชี และงานที่ต้องการความถูกต้องของทศนิยมสูง
ตัวอย่างเป็นการคำนวณภาษีอัตราร้อยละ 5 ของค่าโทรศัพท์ 70 สตางค์ เทียบกันระหว่างใช้ Decimal กับใช้ทศนิยมลอยของระบบ
>>> from decimal import *       
>>> Decimal('0.70') * Decimal('1.05')
Decimal("0.7350")

>>> .70 * 1.05
0.73499999999999999
ฟังก์ชั่น Decimal จะคำนวนเหมือนเราคำนวนด้วยมือ จากตัวอย่างคือการคูณเลขทศนิยม 2 ตำแหน่งเข้าด้วยกัน ดังนั้นผลลัพธ์จะมีทศนิยม 4 ตำแหน่ง ซึ่งมีความถูกต้องกว่าการใช้ทศนิยมลอยของระบบ ดูตัวอย่างข้อผิดพลาดจากการหาเศษผลหาร
>>> Decimal('1.00') % Decimal('.10')
Decimal("0.00")

>>> 1.00 % 0.10
0.09999999999999995
และความผิดพลาดจากการจัดการตัวเลขในลิสต์
>>> sum([Decimal('0.1')]*10) == Decimal('1.0')
True

>>> sum([0.1]*10) == 1.0
False
นอกจากนี้ ยังสามารถกำหนดความละเอียดของทศนิยมได้เท่าที่เราต้องการ
>>> getcontext().prec = 36
>>> Decimal(1) / Decimal(7)
Decimal("0.142857142857142857142857142857142857")

12. เรียนต่อที่ไหน (What Now?)

เอกสารหลักของไพธอนเอง
ข้อมูลจากแห่งอื่น
  • http://www.python.org/ เว็บหลักของไพธอน
  • http://docs.python.org/ ทางเข้าเอกสารหลักของไพธอน
  • http://cheeseshop.python.org รายชื่อแพกเกจใหม่ ๆ รายวัน ถ้าเราอยากจะแจกจ่ายแพกเกจของเรา ก็ต้องมาที่นี่
  • http://aspn.activestate.com/ASPN/Python/Cookbook/ ตำราปรุงไพธอนออนไลน์ของ ActiveState มีขายเป็นหนังสือด้วย ชื่อ Python Cookbook (O'Reilly & Associates, ISBN 0-596-00797-3.)
และอื่น ๆ

13. ปัจฉิมลิขิต

ยังเรียบเรียงไม่หมด ยังขาดอีก 4 เรื่อง ที่ยังไง ๆ ก็ไม่แปลเด็ดขาด เพราะท่านที่อ่านจนมาถึงตรงนี้ได้ก็คงเก่งภาษาอังกฤษกว่าผมแล้ว :D
คือ

หวังว่าคงจะมีท่านผู้ใจบุญมาปรับปรุงให้บทความนี้สมบูรณ์ขึ้น และได้อำนวยประโยชน์สุขแก่ผู้อ่านทุกท่าน เทอญ.

debian: เกร็ด Adodb for Python

Adodb for Python เป็น API สำหรับให้ไพธอนติดต่อกับฐานข้อมูลใด ๆ
ข้อดีคือสามารถเปลี่ยนฐานข้อมูลโดยไม่ต้องเปลี่ยนคำสั่งการติดต่อ
ข้อเสียคือมีชั้นการรันเพิ่ม ทำให้เข้าถึงข้อมูลช้าลง

มีเอกสารภาษาไทยอยู่ที่ Exzilla.net - ADOdb MySQL Tutorial (Thai Translation)

การติดตั้ง

ในที่นี้จะเขียนแค่ postgresql
# aptitude install python python-adodb postgresql-8.1 psycopg

ตัวอย่างการใช้งาน

import adodb;
conn = adodb.NewADOConnection('postgres')
conn.Connect('server','user','pwd','db')
cursor = conn.Execute('select * from table')
while not cursor.EOF:
	print cursor.fields
	cursor.MoveNext()
#
cursor.Close()
conn.Close()

ตัวอย่างต่อไปแปลงมาจาก ADOdb Library for PHP ผิด ตก ยก เว้น

  • ตัวอย่าง select
    import adodb
    conn = adodb.ADONewConnection('access')
    cursor = conn.Connect('northwind')
    rs = conn.Execute('SELECT * FROM products')
    if not rs:
      print conn.ErrorMsg()
    else:
      while not rs.EOF:
        print "%s %s <br />" % (rs.fields[0], rs.fields[1])
        rs.MoveNext()
      #
    #
    rs.Close()    # optional
    conn.Close()  # optional
  • ตัวอย่าง select แบบมีฟิลด์ออปเจกต์
    import adodb
    conn = adodb.ADONewConnection('access')
    cur = conn.Connect('northwind')
    rs = conn.Execute('SELECT CustomerID, OrderDate FROM Orders')
    if not rs:
      print conn.ErrorMsg
    else:
      while not rs.EOF:
        field = rs.FetchField(1)
        metatype = rs.MetaType(field.type)
        if metatype=='D' or metatype=='T':
          print "%s %s <br />" % (rs.fields[0], rs.fields[1])
        else:
          print "%s <br />" % (rs.fields[0])
        #
        rs.MoveNext()
      #
    #
    rs.Close()    # optional
    conn.Close()  # optional
  • การ Insert
    import adodb
    import datetime
    conn = adodb.ADONewConnection('access')
    cur = conn.Connect('northwind')
    shipto = conn.qstr("John's Old Shoppe")
    sql = "INSERT INTO orders (CustomerID,EmployeeID,OrderDate,ShipName)" \
        + " VALUES ('ANNATR', 2, %s, %s" \
        % (conn.DBDate(datetime.datetime.now()), shipto)
    if not conn.Execute(sql):
      print "Error insertion: %s <br />" % (conn.ErrorMsg())
    #
  • การ Debug
    import adodb
    import datetime
    conn = adodb.ADONewConnection('access')
    cur = conn.Connect('northwind')
    shipto = conn.qstr("John's Old Shoppe")
    sql = "INSERT INTO orders (CustomerID, EmployeeID, OrderDate, ShipName)"\
          + " VALUES ('ANATR', 2, %s, %s)" \
          % (conn.FormatDate(datetime.datetime.now()), shipto)
    conn.debug = True
    if not conn.Execute(sql):
      print "Error inserting"
    #

Error Handling
วิธีไพธอน
import sys
try:
  curs = conn.Execute('select * from badtable')    # table does not exist
except:
  print sys.exc_info()[1]    # retrieve the error message returned by database

วิธียืมจาก php - ต้องปิด useExceptions ก่อน

conn.useExceptions = False
curs = conn.Execute('select * from badtable')    # table does not exist
if curs == None: 
  print conn.ErrorMsg()
Topic: 

adodb: กับดักข้อมูล

ต้องการพอร์ตข้อมูลที่เป็น dbf ของ Visual Foxpro มาลงใน postgres โดยใช้โมดูล adodb
ค้นกูเกิลเจอโมดูลในการอ่าน Visual Foxpro dbf ที่
เว็บของคุณ Yusdi Santoso หมวด Software Repository

ใช้งานได้ดีทีเดียว เพราะอ่าน Memo Field ของ Visual Foxpro ออกหมด

แต่ดันพลาดตอนไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลของ Memo Field เพราะเขาเอาไบต์ที่เป็น Null มาด้วย ('\x00')
INSERT เข้าไปเท่าไหร่ก็แสดงข้อผิดพลาดอยู่ตลอด เสียเวลาทั้งวันในการดีบัก เพราะดันไปเพ่งเล็งที่ adodb กับ pyscopg
ข้อผิดพลาดที่แสดงคือ

 psycopg.ProgrammingError: ERROR:  unterminated quoted string at or near "'" at character XXX

ลองไปลองมาถึงได้ทราบว่าเป็นที่ Null character

แก้ด้วยการเติมฟังก์ชั่นการกรองข้อมูลคือ

def dncode(s):
  return s.strip().strip('\x00').decode('tis620').encode('utf8')

ให้ถอดรหัสอักขระด้วย tis620 ด้วย เพราะข้อมูลเก่าเป็นรหัสภาษาไทยแบบวินโดวส์

ผ่านเรียบร้อย โดยเสีย(ค่าฉลาดน้อย)ไปหนึ่งวัน

adodb: กับดักข้อมูล ๑

จากการทดลองนำเข้าข้อมูล dbf ในครั้งก่อน พบข้อผิดพลาดในการแปลงอีกอันนึง คือ สระอำ
หลังจากแปลงมาแล้ว พบว่าส่วนใหญ่จะแปลงได้ถูกต้อง ยกเว้นบางคำที่เขาแปลงออกมาเป็น 2 อักขระ
คือประกอบด้วย นิคหิต ( _ํ ) กับสระอา ( า ) แทนที่จะเป็นสระอำอักขระเดียว
ซึ่งยังไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุอะไร (อาจเป็นข้อมูลต้นทางไม่ดีก็เป็นได้)

เราจึงควรตรวจสอบข้อมูล ในการนำเข้า ด้วยการกรองสระอำอีกชั้นนึงดังนี้

...
def dncode(s):
  return s.strip().strip('\x00').decode('tis620').encode('utf8').replace('\xe0\xb9\x8d\xe0\xb8\xb2','\xe0\xb8\xb3')
...

update
ถึงเวลาใช้งานจริงก็ยังมีข้อมูลที่ไม่อยู่ในช่วงของ Ascii Codepage-874 หลุดออกมา ทำให้การถอดรหัส (decode('tis620')) ยังรายงานข้อผิดพลาด
เราต้องถอดเอาอักขระขยะออกให้หมด
ฟังก์ชั่น dncode สุดท้ายจึงเป็นดังนี้

...
def dncode(s):
  return s.strip().strip('\x00').strip('\xa0').strip('\xdb').strip('\xdc').strip('\xdd').strip('\xde').strip('\xfc').strip('\xfd').strip('\xfe').strip('\xff').decode('tis620').encode('utf8').replace('\xe0\xb9\x8d\xe0\xb8\xb2','\xe0\xb8\xb3')
...

ตอนทำงาน ไพธอนจะทำงานจากซ้ายไปขวา จึงต้อง strip อักขระขยะออกก่อน แล้วจึงตามด้วยการ decode/encode เป็นลำดับสุดท้าย

Topic: 

adodb: บันทึกทดสอบ Benchmark

ลองทดสอบวัดประสิทธิภาพแบบคร่าว ๆ เพื่อหาวิธีการเขียนโค๊ด

เริ่มต้นด้วยการสร้างคลาสเพื่อจับเวลาก่อน

class TimeIt:
  import time
  def __init__(self):
    self.p_start=time.time()
  def use(self):
    t_now=time.time()
    t_use=t_now-self.p_start
    self.p_start=t_now
    return t_use

ตามด้วยการสั่งจากเชลล์ของไพธอน

import adodb
conn = adodb.NewADOConnection("postgres")
cur = conn.Connect(host, user, password, db)
sql = """CREATE TABLE test (wordid SERIAL, word VARCHAR(255), PRIMARY KEY (wordid))"""
cur = conn.Execute(sql)

แบบที่ ๑

def f1():
  ttt = TimeIt()
  for i in range(1000):
    sql = """INSERT INTO test (word) VALUES ('abc%s')""" % (i,)
    cur = conn.Execute(sql)
    sql = """SELECT wordid FROM test WHERE word=%s""" % (conn.qstr(i),)
    cur = conn.Execute(sql)
  print ttt.use()
  sql = """DELETE FROM test"""
  cur = conn.Execute(sql)

ได้ผลเป็น

>>> f1()
9.27473306656
>>> f1()
9.16922688484
>>> f1()
9.21483206749
>>> f1()
9.20028710365
>>> f1()
10.2529239655
>>> f1()
9.16449689865

แบบที่ ๒

def f2():
  ttt = TimeIt()
  for i in range(1000):
    sql = """INSERT INTO test (word) VALUES ('abc%s'); \
             SELECT wordid FROM test WHERE word=%s""" % (i, conn.qstr(i),)
    cur = conn.Execute(sql)
  print ttt.use()
  sql = """DELETE FROM test"""
  cur = conn.Execute(sql)

ได้ผลเป็น

>>> f2()
9.11072301865
>>> f2()
9.20462703705
>>> f2()
9.24071407318
>>> f2()
9.25392103195
>>> f2()
9.02831697464
>>> f2()
9.07160282135
>>> 

แบบที่ ๓
def f3():
  def get_id(word):
    sql = """SELECT wordid FROM test WHERE word=%s""" % (conn.qstr(word),)
    cur = conn.Execute(sql)
    return cur.fields[0]
  def add_word(word):
    sql = """INSERT INTO test (word) VALUES (%s)""" % (conn.qstr(word),)
    cur = conn.Execute(sql)
    return get_id(word)
  ttt = TimeIt()
  for i in range(1000):
    add_word("abc%s" % (i,))
  print ttt.use()
  sql = """DELETE FROM test"""
  cur = conn.Execute(sql)

ได้ผลเป็น

>>> f3()
9.02051997185
>>> f3()
9.06975603104
>>> f3()
9.30845808983
>>> f3()
9.06503009796
>>> f3()
9.89376401901
>>> f3()
9.28391385078
>>> 

แบบที่ ๔
def f4():
  def add_word(word):
    sql = """INSERT INTO test (word) VALUES (%s)""" % (conn.qstr(word),)
    cur = conn.Execute(sql)
    return cur
  ttt = TimeIt()
  for i in range(1000):
    add_word("abc%s" % (i,))
  print ttt.use()
  sql = """DELETE FROM test"""
  cur = conn.Execute(sql)

ได้ผลเป็น

>>> f4()
8.93194293976
>>> f4()
8.94240808487
>>> f4()
9.14316105843
>>> f4()
8.93977403641
>>> f4()
9.05243611336
>>> f4()
9.06761908531
>>> 

สรุป
ความเร็วแทบไม่ต่างกันเลย ฉะนั้น เขียนให้อ่านง่าย ปรับปรุงง่าย ดีที่สุด

ค้างทดสอบ (รอ postgres-8.2)

def fx():
  ttt = TimeIt()
  for i in range(1000):
    sql = """INSERT INTO test (word) VALUES ('abc%s') RETURNING \
             (SELECT wordid FROM test WHERE word=%s)""" % (i, conn.qstr(i),)
    cur = conn.Execute(sql)
  print ttt.use()
  sql = """DELETE FROM test"""
  cur = conn.Execute(sql)

RETURNING มีใช้ใน Oracle กับ Postgres-8.2.3

python: Adodb Function Reference

Connection Class

Execute(sql, [params])
Execute sql, returning a cursor object. The
optional params is a dictionary that contains the bind
variables. All blob fields are automatically and transparently
retrieved for you.
SelectLimit(sql, limit, [offset])
Execute sql, retrieving only limit rows, an
optional offset from the beginning of the recordset, returning
a cursor object.
UpdateBlob(table, field, blob, whereclause, blobtype='BLOB')

Executes the equivalent following sql statement:

UPDATE table SET field = blob WHERE whereclause

The blobtype field should be set to either 'BLOB' or 'CLOB'.
Any special encoding required for the blob is applied
transparently.

UpdateBlobFile(table, field, filepath, whereclause, blobtype='BLOB')

Loads the binary file filepath into blob. Then
calls UpdateBlob( ).

ErrorMsg( )
Returns last database error message. This function is not
thread-safe.
IsConnected( )
Returns boolean indicating whether connected.
qstr(str)
Quotes a varchar or char variable.
quote(str)
Synonym for qstr( )
GetAll(sql)
Execute sql and return 2-dimensional array of tuples, the
data recordset.
GetArray(sql)
Synonym for GetAll(sql).
GetRow(sql)
Execute sql and return first row of recordset as a tuple.
GetOne(sql)
Execute sql and return 1 element of first row of recordset.
GetAssoc(sql)
Returns a dictionary, with the first columns as the keys to
the dictionary. If more than 2 columns are returned, then the
dictionary values is a tuple of the 2nd to last columns. If 2 columns
are returned, then the 2nd column becomes the dictionary values. If one
column is returned, then the values are set to None.
GetDict(sql)
Synonym for GetAssoc().
GetCol(sql)
Returns the first column of each row as an array.
MetaType(fieldtype)
Returns the ADOdb metatype of a native field type.

  • C: character fields that fit into a text input field.
  • X: larger character fields that fit into a textarea.
  • B: Blobs, or Binary Large Objects. Typically images.
  • D: Date field
  • T: Timestamp field
  • L: Logical field (boolean or bit-field)
  • I:  Integer field
  • N: Numeric field. Includes autoincrement, numeric,
    floating point, real and integer.
MetaColumns(table)
Returns a 2-dimensional array containing information on the
fields of a table. Each row contains [fieldname, fieldtype, maxlength].
Maxlength can be -1, indicating that the maximum length is not known.

Note that some databases return more information in each row.

DBDate(datetime)
Given a Python 2.3 datetime object, convert into a date
string acceptable to the database.
DBTimeStamp(datetime)
Given a Python 2.3 datetime object, convert into a timestamp
string acceptable to the database.
Date(field)
Converts a date returned by a select statement into a Python
2.3 datetime object
TimeStamp(field)
Converts a timestamp returned by a select statement into a
Python 2.3 datetime object
BeginTrans( )
ADOdb defaults to auto-commit mode. Call BeginTrans( ) to
start a transaction. This might not be thread-safe.
RollbackTrans( )
Rollback transaction initiated by BeginTrans( ).
CommitTrans( )
Commit transaction initiated by BeginTrans( ).
Close( )
Close database connection. This is optional, as the
connection is closed when the object is freed.
Module( )
Returns the DB module object.
Conn( )
Returns DB connection object.
DriverInfo( )
Returns the threadsafety, apilevel and paramstyle values


Connection Class Properties

debug
Set to 1 to output SQL generated to stdout. Set to 2 to
output to stdout as HTML. Set to a filepath (a string) if you want the
debug output to be logged into a file.
getLOBs
Boolean that determines whether LOBs (large data objects) are
loaded automatically. Default is True, autoload. For best performance
(especially for cursors with no LOBs), set this to False.
sysDate
SQL to generate current date.
sysTimeStamp
SQL to generate current timestamp.


Cursor Class Functions

RecordCount( )
Number of rows returned by SELECT statement, or number of
rows affected by INSERT/UPDATE/DELETE. Returns -1 if not supported.
Affected_Rows( )
Synonym for RecordCount( ).
MoveNext( )
Move to next row of recordset. Returns current EOF value.
FetchRow( )
Retrieves the current row of the recordset, then moves to the
next row. The row retrieved is returned as a tuple.
GetRowAssoc(upper=1)
Returns the current row as a dictionary, with the key's being
the field names. Setting upper = 0 will lower-case the keys.
Setting upper=1 will upper-case the keys. Setting upper
to any other value, and the keys will be left in the natural case.
Insert_ID( )
Returns last insert id generated by an auto-incrementing
field. Only supported by mysql and odbc_mssql drivers
currently.
FetchField(fieldoffset)

Returns field information from a SELECT statement. The fieldoffset
is zero-based, so to retrieve info on the 1st field use FetchField(0).
A tuple is returned, consisting of:

(name, type_code,display_size, internal_size, precision,
scale,null_ok).

Close( )
Close cursor. This is optional, as the cursor is closed when
the object is freed.
Cursor( )
Returns DB cursor object.


Cursor Class Properties

fields
Property that holds the current row of the recordset as a
tuple (or list).
EOF
When moving true the recordset, EOF is set to True after we
pass the last row.

Topic: 

python: Adodb Function Reference with example

ก่อนอื่น จะสร้างฐานข้อมูลเพื่อใช้เป็นตัวอย่างก่อน
โดยจะสร้างตารางเป็นสมุดโทรศัพท์ ใส่ข้อมูลเบื้องต้นไป 5 แถว
(อย่าเชื่อ syntax มากนะครับ เริ่มหัดใหม่เหมือนกัน)

import adodb

driver = 'postgres'
host = 'host'
user = 'user'
password = 'password'
db = 'db'

conn = adodb.NewADOConnection(driver)
cur = conn.Connect(host,user,password,db)

sql = """\
  CREATE TABLE phone (
  pid INT,
  name VARCHAR(50),
  phone VARCHAR(50),
  category VARCHAR(50),
  update DATE,
  rem TEXT,
  img BYTEA)"""
cur = conn.Execute(sql)

from datetime import datetime
today = conn.DBDate(datetime.date(datetime.today()))

sql = "INSERT INTO phone \
  (pid, name, phone, category, update, rem, img) VALUES "
cur=conn.Execute(sql+"(%s, '%s', '%s', '%s', %s, '%s', '%s')" \
  % (1, 'name1', '0-0000-0001', 'cat1', today, 'rem1', ''))
cur=conn.Execute(sql+"(%s, '%s', '%s', '%s', %s, '%s', '%s')" \
  % (2, 'name2', '0-0000-0002', 'cat2', today, 'rem2', ''))
cur=conn.Execute(sql+"(%s, '%s', '%s', '%s', %s, '%s', '%s')" \
  % (3, 'name3', '0-0000-0003', 'cat3', today, 'rem3', ''))
cur=conn.Execute(sql+"(%s, '%s', '%s', '%s', %s, '%s', '%s')" \
  % (4, 'name4', '0-0000-0004', 'cat4', today, 'rem4', ''))
cur=conn.Execute(sql+"(%s, '%s', '%s', '%s', %s, '%s', '%s')" \
  % (5, 'name5', '0-0000-0005', 'cat5', today, 'rem5', ''))

เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อ จะใช้ตัวแปร conn ซึ่งจะหมายถึง

...
conn = adodb.NewADOConnection(driver)
...

เป็นปกติของหน้านี้


Connection Class

Execute(sql, [params])
Execute sql, returning a cursor object. The
optional params is a dictionary that contains the bind
variables. All blob fields are automatically and transparently
retrieved for you.
SelectLimit(sql, limit, [offset])
Execute sql, retrieving only limit rows, an
optional offset from the beginning of the recordset, returning a cursor object.
>>> cur=conn.SelectLimit('SELECT * FROM phone', 2)
(SAME AS)
>>> cur=conn.Execute('SELECT * FROM phone LIMIT 2')

>>> while not cur.EOF:
...  print cur.fields
...  cur.MoveNext()
... 
(1, 'name1', '0-0000-0001', 'cat1', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b4f0>, 'rem1', '')
False
(2, 'name2', '0-0000-0002', 'cat2', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b448>, 'rem2', '')
True
UpdateBlob(table, field, blob, whereclause, blobtype='BLOB')
Executes the equivalent following sql statement:
UPDATE table SET field = blob WHERE whereclause
The blobtype field should be set to either 'BLOB' or 'CLOB'.
Any special encoding required for the blob is applied
transparently.
UpdateBlobFile(table, field, filepath, whereclause, blobtype='BLOB')
Loads the binary file filepath into blob. Then
calls UpdateBlob( ).
ErrorMsg( )
Returns last database error message. This function is not
thread-safe.
>>> try:
...   cur=conn.Execute('SELECT * FROM notable')
... except:
...   print conn.ErrorMsg()
... 
ERROR:  relation "notable" does not exist

SELECT * FROM notable
IsConnected( )
Returns boolean indicating whether connected.
>>> conn=adodb.NewADOConnection('postgres')
>>> conn.IsConnected()
False
>>> conn.Connect('host','user','password','database')
True
>>> conn.IsConnected()
True
qstr(str)
Quotes a varchar or char variable.
>>> print conn.qstr(2)
'2'
quote(str)
Synonym for qstr( )
GetAll(sql)
Execute sql and return 2-dimensional array of tuples, the
data recordset.
>>> print conn.GetAll('SELECT * FROM phone')
[(1, 'name1', '0-0000-0001', 'cat1', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b4f0>, 'rem1', ''), (2, 'name2', '0-0000-0002', 'cat2', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b448>, 'rem2', ''), (3, 'name3', '0-0000-0003', 'cat3', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b410>, 'rem3', ''), (4, 'name4', '0-0000-0004', 'cat4', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b560>, 'rem4', ''), (5, 'name5', '0-0000-0005', 'cat5', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b598>, 'rem5', '')]
GetArray(sql)
Synonym for GetAll(sql).
>>> print conn.GetArray('SELECT * FROM phone')
[(1, 'name1', '0-0000-0001', 'cat1', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b4f0>, 'rem1', ''), (2, 'name2', '0-0000-0002', 'cat2', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b448>, 'rem2', ''), (3, 'name3', '0-0000-0003', 'cat3', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b410>, 'rem3', ''), (4, 'name4', '0-0000-0004', 'cat4', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b560>, 'rem4', ''), (5, 'name5', '0-0000-0005', 'cat5', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b598>, 'rem5', '')]
GetRow(sql)
Execute sql and return first row of recordset as a tuple.
>>> print conn.GetRow('SELECT * FROM phone')
(1, 'name1', '0-0000-0001', 'cat1', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b4f0>, 'rem1', '')
GetOne(sql)
Execute sql and return 1 element of first row of recordset.
>>> print conn.GetOne('SELECT * FROM phone')
1
GetAssoc(sql)
Returns a dictionary, with the first columns as the keys to
the dictionary. If more than 2 columns are returned, then the
dictionary values is a tuple of the 2nd to last columns. If 2 columns
are returned, then the 2nd column becomes the dictionary values. If one
column is returned, then the values are set to None.
>>> print conn.GetAssoc('SELECT * FROM phone')
{1: ('name1', '0-0000-0001', 'cat1', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b2f8>, 'rem1', ''), 2: ('name2', '0-0000-0002', 'cat2', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b528>, 'rem2', ''), 3: ('name3', '0-0000-0003', 'cat3', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b330>, 'rem3', ''), 4: ('name4', '0-0000-0004', 'cat4', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b368>, 'rem4', ''), 5: ('name5', '0-0000-0005', 'cat5', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b4b8>, 'rem5', '')}

>>> dict = conn.GetAssoc('SELECT * FROM phone')
>>> for i in dict:
...   print i, dict[i]
... 
1 ('name1', '0-0000-0001', 'cat1', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b4b8>, 'rem1', '')
2 ('name2', '0-0000-0002', 'cat2', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b368>, 'rem2', '')
3 ('name3', '0-0000-0003', 'cat3', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b330>, 'rem3', '')
4 ('name4', '0-0000-0004', 'cat4', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b528>, 'rem4', '')
5 ('name5', '0-0000-0005', 'cat5', <DateTime object for '2007-01-25 00:00:00.00' at b764b2f8>, 'rem5', '')
GetDict(sql)
Synonym for GetAssoc().
GetCol(sql)
Returns the first column of each row as an array.
>>> print conn.GetCol('SELECT * FROM phone')
[1, 2, 3, 4, 5]
MetaType(fieldtype)
Returns the ADOdb metatype of a native field type.
  • C: character fields that fit into a text input field.
  • X: larger character fields that fit into a textarea.
  • B: Blobs, or Binary Large Objects. Typically images.
  • D: Date field
  • T: Timestamp field
  • L: Logical field (boolean or bit-field)
  • I:  Integer field
  • N: Numeric field. Includes autoincrement, numeric,
    floating point, real and integer.
>>> print conn.MetaType('B')
B
>>> print conn.MetaType('BINARY')
B
>>> print conn.MetaType('date')
D
>>> print conn.MetaType('varchar')
C
>>> print conn.MetaType('IMAGE')
B
MetaColumns(table)
Returns a 2-dimensional array containing information on the
fields of a table. Each row contains [fieldname, fieldtype, maxlength].
Maxlength can be -1, indicating that the maximum length is not known.

Note that some databases return more information in each row.

>>> print conn.MetaColumns('phone')
[('pid', 'int4', 4, -1, 0, 0, 1), ('name', 'varchar', -1, 54, 0, 0, 2), ('phone', 'varchar', -1, 54, 0, 0, 3), ('category', 'varchar', -1, 54, 0, 0, 4), ('update', 'date', 4, -1, 0, 0, 5), ('rem', 'text', -1, -1, 0, 0, 6), ('img', 'bytea', -1, -1, 0, 0, 7)]

>>> for line in conn.MetaColumns('phone'):
...   print line
... 
('pid', 'int4', 4, -1, 0, 0, 1)
('name', 'varchar', -1, 54, 0, 0, 2)
('phone', 'varchar', -1, 54, 0, 0, 3)
('category', 'varchar', -1, 54, 0, 0, 4)
('update', 'date', 4, -1, 0, 0, 5)
('rem', 'text', -1, -1, 0, 0, 6)
('img', 'bytea', -1, -1, 0, 0, 7)

MetaColumns format:
field name, field type, field length, max. field length, is_null, is_serial, field order

DBDate(datetime)
Given a Python 2.3 datetime object, convert into a date
string acceptable to the database.
>>> from datetime import datetime
>>> today = conn.DBDate(datetime.date(datetime.today()))
>>>  print today
'2007-01-25'
DBTimeStamp(datetime)
Given a Python 2.3 datetime object, convert into a timestamp
string acceptable to the database.
>>> now=conn.DBTimeStamp(datetime.datetime.now())
>>> print now
'2007-01-25 00:00:00'
Date(field)
Converts a date returned by a select statement into a Python 2.3 datetime object
>>> print conn.Date('2007-01-25')
2007-01-25 00:00:00
TimeStamp(field)
Converts a timestamp returned by a select statement into a
Python 2.3 datetime object
>>> print conn.TimeStamp('2007-01-25 00:00:00')
2007-01-25 00:00:00
BeginTrans( )
ADOdb defaults to auto-commit mode. Call BeginTrans( ) to
start a transaction. This might not be thread-safe.
RollbackTrans( )
Rollback transaction initiated by BeginTrans( ).
CommitTrans( )
Commit transaction initiated by BeginTrans( ).
Close( )
Close database connection. This is optional, as the
connection is closed when the object is freed.
Module( )
Returns the DB module object.
>>> dir(conn.Module())
['BINARY', 'BOOLEAN', 'Binary', 'DATE', 'DATETIME', \
'DataError', 'DatabaseError', 'Date', 'DateFromMx', \
'DateFromTicks', 'Error', 'FLOAT', 'INTEGER', 'INTERVAL', \
'IntegrityError', 'InterfaceError', 'InternalError', \
'LONGINTEGER', 'NUMBER', 'NotSupportedError', \
'OperationalError', 'ProgrammingError', 'QuotedString', \
'ROWID', 'STRING', 'TIME', 'Time', 'TimeFromMx', \
'TimeFromTicks', 'Timestamp', 'TimestampFromMx', \
'TimestampFromTicks', 'Warning', '__doc__', '__file__', \
'__name__', '__version__', 'apilevel', 'connect', 'new_type', \
'paramstyle', 'register_type', 'threadsafety', 'types']
Conn( )
Returns DB connection object.
>>> dir(conn.Conn())
['autocommit', 'close', 'commit', 'cursor', 'cursors', \
'maxconn', 'minconn', 'rollback', 'serialize', \
'set_isolation_level']
DriverInfo( )
Returns the threadsafety, apilevel and paramstyle values
>>> print conn.DriverInfo()
Driver        = postgres
API Level     = 2.0
Param Style   = pyformat
Thread Safety = 2  (0=none, 1=module, 2=connections, 3=cursors)
--------------
None

Connection Class Properties

debug
Set to 1 to output SQL generated to stdout. Set to 2 to
output to stdout as HTML. Set to a filepath (a string) if you want the debug output to be logged into a file.
getLOBs
Boolean that determines whether LOBs (large data objects) are loaded automatically. Default is True, autoload. For best performance (especially for cursors with no LOBs), set this to False.
sysDate
SQL to generate current date.
sysTimeStamp
SQL to generate current timestamp.

เพื่อไม่ให้เยิ่นเย้อ จะใช้ตัวแปร cur ซึ่งจะหมายถึง

...
conn = adodb.NewADOConnection(driver)
cur = conn.Execute('SELECT * FROM phone')
...

เป็นปกติของส่วนนี้


Cursor Class Functions

RecordCount( )
Number of rows returned by SELECT statement, or number of
rows affected by INSERT/UPDATE/DELETE. Returns -1 if not supported.
>>> print cur.RecordCount()
5
Affected_Rows( )
Synonym for RecordCount( ).
MoveNext( )
Move to next row of recordset. Returns current EOF value.
>>> cur.MoveNext()
False
>>> cur.EOF
False
FetchRow( )
Retrieves the current row of the recordset, then moves to the next row. The row retrieved is returned as a tuple.
>>> a=cur.FetchRow()
>>> a
(2, 'name2', '0-0000-0002', 'cat2', , 'rem2', '')
GetRowAssoc(upper=1)
Returns the current row as a dictionary, with the key's being the field names. Setting upper = 0 will lower-case the keys.
Setting upper=1 will upper-case the keys. Setting upper to any other value, and the keys will be left in the natural case.
>>> print cur.GetRowAssoc()
{'CATEGORY': 'cat3', 'NAME': 'name3', 'IMG': '', 'PID': 3, \
'UPDATE': , 'PHONE': '0-0000-0003', 'REM': 'rem3'}
Insert_ID( )
Returns last insert id generated by an auto-incrementing
field. Only supported by mysql and odbc_mssql drivers currently.
FetchField(fieldoffset)
Returns field information from a SELECT statement. The fieldoffset is zero-based, so to retrieve info on the 1st field use FetchField(0). A tuple is returned, consisting of:
(name, type_code,display_size, internal_size, precision, scale,null_ok).
>>> print cur.FetchField(0)
('pid', 23, 1, 4, None, None, None)
>>> cur.FetchField(1)
('name', 1043, 5, 50, None, None, None)
Close( )
Close cursor. This is optional, as the cursor is closed when the object is freed.
>>> cur.Close()
Cursor( )
Returns DB cursor object.
>>> dir(cur.Cursor())
['arraysize', 'autocommit', 'callproc', 'close', 'commit', \
'copy_from', 'copy_to', 'description', 'dictfetchall', \
'dictfetchmany', 'dictfetchone', 'execute', 'executemany', \
'fetchall', 'fetchmany', 'fetchone', 'fileno', 'lastoid', \
'lastrowid', 'nextset', 'notifies', 'rollback', 'rowcount', \
'scroll', 'setinputsizes', 'setoutputsize', 'statusmessage']

Cursor Class Properties

fields
Property that holds the current row of the recordset as a
tuple (or list).
>>> print cur.fields
(3, 'name3', '0-0000-0003', 'cat3', , 'rem3', '')
EOF
When moving true the recordset, EOF is set to True after we
pass the last row.
>>> print cur.EOF
False
Topic: 

python: Hack Adodb

เกร็ด

  • ปกติเราไม่สามารถสร้าง database จากคำสั่ง connection ได้ เช่น
    >>> conn=adodb.NewADOConnection('postgres')
    >>> conn.Connect('host','user','password','')
    Traceback (most recent call last):
      File "<stdin>", line 1, in ?
      File "/usr/lib/python2.4/site-packages/adodb/adodb.py", line 199, in Connect
        self._connect(host,user,password,database)
      File "/usr/lib/python2.4/site-packages/adodb/adodb_postgres.py", line 46, in _connect
        self._conn = psycopg.connect(dsn)
    psycopg.OperationalError: FATAL:  database "user" does not exist

    แต่เราสามารถทำโดยอ้อมได้ มีข้อแม้ว่าต้องมี database อยู่ก่อน ก็คือเราติดต่อเข้าไปหา database ที่มีอยู่ ในที่นี้เราใช้ postgres ตัว database ที่มีอยู่แน่นอนก็คือ database ชื่อ postgres แล้วจึงค่อยสร้างใหม่จากคำสั่ง Execute SQL

    >>> conn=adodb.NewADOConnection('postgres')
    >>> conn.Connect('host','user','password','postgres')
    True
    >>> cur=conn.Execute('CREATE DATABASE %s OWNER %s' % ('new_db','user'))
    >>> conn.Connect('host','user','password','new_db')
    True

โค๊ดของโปรแกรม adodb.py
ยกโค๊ดมาดูทั้งยวง ตัดทอนเหลือเฉพาะชื่อคลาสและฟังก์ชั่น
########################################################################
# Vers 2.01 5 May 2006, (c)2004-2006 John Lim (jlim#natsoft.com.my) All Rights Reserved
# Released under a BSD-style license. See LICENSE.txt.
# Download: http://adodb.sourceforge.net/#pydownload
########################################################################

__author__ = "John Lim (jlim#natsoft.com)"
__credits__ = "(c) 2004-2006 John Lim"

import exceptions,sys,re
from datetime import datetime

try:
    True, False
except NameError:
    # Maintain compatibility with Python 2.2
    True, False = 1, 0

MapTypes = {
            'VARCHAR' : 'C',
            'VARCHAR2' : 'C',
            'CHAR' : 'C',
            'C' : 'C',
            'STRING' : 'C',
            'NCHAR' : 'C',
            'NVARCHAR' : 'C',
            'VARYING' : 'C',
            'BPCHAR' : 'C',
            'CHARACTER' : 'C',
            'INTERVAL' : 'C',  # Postgres
            ##
            'LONGCHAR' : 'X',
            'TEXT' : 'X',
            'NTEXT' : 'X',
            'M' : 'X',
            'X' : 'X',
            'CLOB' : 'X',
            'NCLOB' : 'X',
            'LVARCHAR' : 'X',
            ##
            'BLOB' : 'B',
            'IMAGE' : 'B',
            'BINARY' : 'B',
            'VARBINARY' : 'B',
            'LONGBINARY' : 'B',
            'B' : 'B',
            ##
            'YEAR' : 'D', # mysql
            'DATE' : 'D',
            'D' : 'D',
            ##
            'TIME' : 'T',
            'TIMESTAMP' : 'T',
            'DATETIME' : 'T',
            'TIMESTAMPTZ' : 'T',
            'T' : 'T',
            ##
            'BOOL' : 'L',
            'BOOLEAN' : 'L', 
            'BIT' : 'L',
            'L' : 'L',
            ##
            'COUNTER' : 'R',
            'R' : 'R',
            'SERIAL' : 'R', # ifx
            'INT IDENTITY' : 'R',
            ##
            'INT' : 'I',
            'INTEGER' : 'I',
            'INTEGER UNSIGNED' : 'I',
            'SHORT' : 'I',
            'TINYINT' : 'I',
            'SMALLINT' : 'I',
            'I' : 'I',
            ##
            'LONG' : 'N', # interbase is numeric, oci8 is blob
            'BIGINT' : 'N', # this is bigger than PHP 32-bit integers
            'DECIMAL' : 'N',
            'DEC' : 'N',
            'REAL' : 'N',
            'DOUBLE' : 'N',
            'DOUBLE PRECISION' : 'N',
            'SMALLFLOAT' : 'N',
            'FLOAT' : 'N',
            'NUMBER' : 'N',
            'NUM' : 'N',
            'NUMERIC' : 'N',
            'MONEY' : 'N',
            ## informix 9.2
            'SQLINT' : 'I', 
            'SQLSERIAL' : 'I', 
            'SQLSMINT' : 'I', 
            'SQLSMFLOAT' : 'N', 
            'SQLFLOAT' : 'N', 
            'SQLMONEY' : 'N', 
            'SQLDECIMAL' : 'N', 
            'SQLDATE' : 'D', 
            'SQLVCHAR' : 'C', 
            'SQLCHAR' : 'C', 
            'SQLDTIME' : 'T', 
            'SQLINTERVAL' : 'N', 
            'SQLBYTES' : 'B', 
            'SQLTEXT' : 'X'}

class adodb_iter:
    def __iter__(self):
    def next(self):

def NewADOConnection(modulename):
def ADONewConnection(modulename):

class ADOConnection:
    databaseType = None
    dataProvider = 'native'
    host = None
    user = None
    password = None
    database = None
    replaceQuote = "\\'"
    useExceptions = True
    debug = None
    getLOBs = True
    hasRowCount = True
    metaColSQL = 'Invalid'
    fmtDate = '%Y-%m-%d'
    fmtTimeStamp = '%Y-%m-%d %H:%M:%S'
    
    _errormsg = ''
    _errno = 0
    _conn = None
    _autocommit = True
    _connected = True
    
    def __init__(self):
        pass            
    
    def Connect(self,host=None,user=None,password=None,database=None):
    def IsConnected(self):
    def DriverInfo(self):
    def ErrorMsg(self):
    def ErrorNo(self):
    def qstr(self,s):
    def quote(self,s):
    def addq(self,s):
    def Conn(self):
    def _query(self,sql,params=None,_cursor=None):
    def SelectLimit(self,sql,limit,offset=-1,params=None):
    def Execute(self,sql,params=None):
    def UpdateBlob(self,table,field,blob,where,blobtype='BLOB'):
    def UpdateBlobFile(self,table,field,filepath,where,blobtype='BLOB'):
    def UpdateClob(self,table,field,blob,where):
    def GetRows(self,sql,params=None):
    def GetArray(self,sql,params=None):
    def GetAll(self,sql,params=None):
    def GetRow(self,sql,params=None):
    def GetRow(self,sql,params=None):
    def GetOne(self,sql,params=None):
    def GetCol(self, sql, params=None):
    def GetAssoc(self, sql, params=None):
    def GetDict(self, sql, params=None):
    def BeginTrans(self):
    def CommitTrans(self):
    def RollbackTrans(self):
    def Close(self):
    def DBDate(self,d):
    def DBTimeStamp(self,d):
    def Date(self,s):
    def TimeStamp(self,s):
    def MetaType(self, dbtype):
    def MetaColumns(self, table):

        
class ADOCursor:
    _cursor = None
    fields = None
    EOF = False
    _rowcount = 0
    _isselect = False
    _insertid = 0
    _conn = None
    
    def __init__(self,rs,conn,norowcount=False):
    def __iter__(self):
    def RecordCount(self):
    def MoveNext(self):
    def FetchRow(self):

    # returns a tuple of the form (name, type_code,display_size, internal_size, precision, scale,null_ok)
    # note: databases could return name in upper or lower-case
    def FetchField(self,row):
    def Affected_Rows(self):
    def Insert_ID(self):
    def Cursor(self):
    def GetRowAssoc(self,upper=1):
    def Close(self):

#===========================================================
#                  UNIT TESTING
#===========================================================

def _Test_Eq(testid, correct, testval, errmsg=''):
    if correct == testval:
        print "Passed Test: "+testid
    else:
        print ""
        print "********* Failed Test: "+testid
        print "********************** "+str(errmsg)
        print "********************** expected="+str(correct)
        print "**********************   actual="+str(testval)

def Test_Blob(db):
    import os
    src = 'c:/lensserver.gif'
    dest = 'c:/testpy1.gif'
    try:
        os.unlink(dest)
    except:
        pass

    saved = db.debug
    saveb = db.getLOBs
    db.debug = True
    db.getLOBs = True
    
    db.UpdateBlobFile('photos','photo',src,'id=1')
    data = db.GetOne('select photo from photos where id=1')
    f = file(dest,'wb')
    f.write(data)
    f.close()

    rs = db.Execute('select * from photos')
    while not rs.EOF:
        print 'Fields=',rs.fields
        rs.MoveNext()
        
    print "======================="

    rows = db.GetAll('select * from photos where id<=1')
    print rows
    
    db.getLOBs = saveb
    db.debug = saved

def Test(db,debug=False):
    db.DriverInfo()

    if False:
        d = db.Date('2004-03-21')
        print '2004-03-21=',d

        d = db.TimeStamp('2004-03-22 12:50:51')
        print '2004-03-22 12:50:51=',d

        print "DBTimeStamp=", db.DBTimeStamp(d)
    
    db.useExceptions = True # use adodb error handling
    try:
        sql = 'select * from xadoxyz where 0 < id and id < 3'
        rs = db.Execute(sql)
        _Test_Eq('Bad SQL',None, rs, sql)
    except:
        print "And you should see an error message indicating bad table was defined: "
        print "err=",db.ErrorMsg()
    
    print "-----"
    rs = db.Execute('select * from ADOXYZ where 0 < id and id < 3 order by id')
    while not rs.EOF:
        print rs.fields
        rs.MoveNext()
        
    print "You should see 2 rows of data here:"
    rs = db.Execute('select * from adoxyz where 0 < id and id < 3 order by id')
    print "rows=",rs.RecordCount()
    while (not rs.EOF):
        print rs.GetRowAssoc()
        rs.MoveNext()

    print "-----"
    rs = db.Execute('select id,firstname from adoxyz where 0 < id and id < 3 order by id')
    _Test_Eq("Test FetchField",'FIRSTNAME',rs.FetchField(1)[0].upper())
    if (debug): print rs.FetchField(1)
    cnt = 0
    while 1:
        arr=rs.FetchRow()
        if arr == None: break
        cnt += 1
        _Test_Eq('Execute 2.0',cnt,arr[0])

    _Test_Eq('Execute 2.1',2,cnt)
    if rs.RecordCount() == -1: print "*** RecordCount not supported: -1"
    else: _Test_Eq('Execute 2.1 RecordCount',2,rs.RecordCount())  
    
    rs = db.Execute("delete from adoxyz where id=997")
    cnt = rs.Affected_Rows()
    _Test_Eq('Affected_Rows',1,cnt)
    
    ok = db.Execute("insert into adoxyz (id, firstname,lastname) values (997,'python','snake')")
    if not ok:  _Test_Eq('DELETE/INSERT','inserted row','failed insert')
       
    row = db.GetRow("select id,firstname from adoxyz where id=997");        
    _Test_Eq('GetRow',str(997)+' '+'python',str(int(row[0]))+' '+row[1].rstrip(),row)
    
    row = db.GetOne("select id,firstname from adoxyz where id=997");        
    _Test_Eq('GetOne',997,row)

    rs = db.SelectLimit("select id,firstname from adoxyz",3)
    cnt = 0
 
    try:
        for row in rs:
            cnt += 1
            #print rs.fields
        _Test_Eq('SelectLimit',3,cnt)
    except:
        print "Failed Iteration"
        print sys.exc_info()[1]
    
    d = db.GetOne('select created from adoxyz where id=1')
    d2 = db.TimeStamp(d)
    _Test_Eq('DBDate',str(d)[:19],str(d2))

    if (db.qstr("\\show'boat") != "'\\\\show\\'boat'" and db.qstr("\\show'boat") != "'\\show''boat'"):
        _Test_Eq('qstr',"qstr(\\show'boat)", db.qstr("\\show'boat"))
    else:
        _Test_Eq('qstr','1','1')

    try:
        db.debug=True
        print "Testing GetAssoc"
        arr = db.GetAssoc('select firstname,lastname from adoxyz')
        print arr
        print "Testing GetCol"
        arr = db.GetCol('select firstname from adoxyz')
        print arr
    except:
        print sys.exc_info()[1]
        
    try:
        print "MetaColumns:"
        rows = db.MetaColumns('adoxyz')
        print rows
    except:
        print "Failed MetaColumns"
        print sys.exc_info()[1]
    
    try:    
        db.BeginTrans()
        ok = db.Execute("insert into adoxyz (id, firstname,lastname) values (1997,'python','snake')")
        db.RollbackTrans()
        val = db.GetOne('select * from adoxyz where id=1997')
        _Test_Eq('Rollback Test',None,val)
    except:
        print "Failed Rollback Test"
        print sys.exc_info()[1]
Topic: 

เกร็ดเว็บกับไพธอน

ลิงก์ควรศึกษา

  • Web Python Tutorial มีเรื่อง cgi กับ mod_python อธิบายพร้อมยกตัวอย่างอ่านง่ายดี (แต่หน้าเว็บใช้ Drupal ;P )

การใช้ไพธอนทำเว็บ มีการใช้มอดูลแบบหลัก ๆ คือ

  • cgi มีในตัวอยู่แล้ว - ช้า กินกำลังซีพียู แต่เสถียร และเขียนง่าย
  • Mod_python ต้องลงเพิ่ม - เร็วกว่า (ตัวเลขที่น่าเชื่อ คือประมาณ 2 เท่าของ cgi สำหรับงานจริง) เขียนง่าย แต่เห็นมีคนบอกว่าไม่ค่อยเสถียร ถ้าใช้กับหลายโปรเซส
  • wsgi มีมาในไพธอนรุ่น 2.5 ถ้าใช้รุ่น 2.4 ต้องลงเพิ่ม - ไม่เด่นเรื่องเร็ว แต่เด่นเรื่องใช้งานได้หลากระบบ มึความยืดหยุ่นสูง แต่เขียนยากกว่า cgi หน่อย
  • fastcgi ต้องลงเพิ่ม - เห็นว่าเร็วมาก และเสถียร แต่มีข้อกำหนดมาก และหาเอกสารยาก
Topic: 

python: เกร็ด cgi

บันทึกเกร็ดเกี่ยวกับการใช้ไพธอนทำเว็บ ด้วย cgi

  • ต้องมีบรรทัด Content-type: text/html\r\n เป็นบรรทัดแรก apache ถึงจะตีความเป็น HTML
    #!/usr/bin/env python
    print "Content-type: text/html\r\n"
    ...
  • ควรบอกระบบว่าไฟล์เราเข้ารหัสแบบไหน เช่นถ้าเป็น utf-8
    #!/usr/bin/env python
    # -*- coding: utf8 -*-
    ...

    จาก Defining Python Source Code Encodings

  • ถ้าเราทำโปรแกรมของเราเป็นแพกเกจ หากยังไม่ได้ทำติดตั้งลงใน site-package แต่ยังเป็นเพียงไดเรกทอรี่อยู่ เวลาอิมพอร์ต ต้องใช้ทั้งสองคำสั่งคือ ทั้ง from ... import * และ import ... เช่นสมมุติแพกเกจเราชื่อ dweb ใช้
    ...
    import dweb
    from dweb import *
    ...
  • การใช้งานกับ apache2 แบบ CGI ธรรมดา พารามิเตอร์ที่ต้องใช้ในไฟล์ htaccess คือ
    $ vi .htaccess
    DirectoryIndex index.py
    Options +Indexes ExecCGI FollowSymLinks MultiViews
    AddHandler cgi-script .py
    AddType application/x-python-code .pyc .pyo
    AddHandler python-program .pyc .pyo
    Topic: 

    python: ข้อผิดพลาดของ cgi กับเนื้อหาเว็บ

    การใช้โมดูล cgi ในการสร้างเว็บ ต้องระวังเรื่องเนื้อหาในเพจให้ดี
    ให้ระวังคือ

    • อย่าให้มีแท็ก <head> หลุดเข้ามาในส่วนของ <body>
    • ระวังแท็ก <link rel="..." src="..." /> ต้องมีค่าให้เรียบร้อย ค่าใน src ห้ามมั่ว

    ไม่งั้นฟังก์ชั่น cgi.FieldStorage จะทำงานผิดพลาดไปหมด ดีบักยากด้วย เพราะแสดงผลออกมาถูก แต่การทำงานภายในผิดหมด

    Topic: 

    python: วิธีใช้งาน Cookie

    เอามาจาก ug's Python CGI scripts: cookie.py

    การเซ็ต Cookie
    สร้างไฟล์ชื่อ setcookie.py

    #!/usr/bin/env python
    import Cookie
    
    c1 = Cookie.SimpleCookie()
    # Create a cookie in c1
    # This will be temporary and will disappear when the session is closed
    c1["cracker"] = "hello"
    # The RFC says you should always set this but it seems to work ok without it
    c1["cracker"]["version"] = 1
    
    # Create another one
    c1["bisquit"] = "whatever"
    # Make the browser store it for one hour
    c1["bisquit"]["max-age"] = 3600 # Time to keep, in seconds
    c1["bisquit"]["expires"] = 3600 # Obsolete, but Netscape still seems to require it
    c1["bisquit"]["version"] = 1
    
    # Print the headers that sets the cookies
    print c1
    
    # Show html page
    print "Content-type: text/html\r\n"
    print "<h1>Cookie is set</h1>"
    

    สั่งรันจากบราวเซอร์หนึ่งครั้ง Cookie จะถูกเก็บเข้าในเครื่องของ Client

    การรับ Cookie
    สร้างไฟล์ชื่อ getcookie.py

    #!/usr/bin/env python
    import Cookie, os
    
    # Show html page
    print "Content-type: text/html\r\n"
    print "<h1>Get cookie</h1>"
    
    try:
        cookie = os.environ["HTTP_COOKIE"]
        print "HTTP_COOKIE="+cookie
        print "<p>"
        c2 = Cookie.SimpleCookie()
        c2.load(os.environ["HTTP_COOKIE"])
        print "<pre>"
        print c2
        print "</pre>"
    
        print 'c2["bisquit"].value =', c2["bisquit"].value, "<br />\n"
        print 'c2["cracker"].value =', c2["cracker"].value
    except:
        print "No cookies were received"
    

    สั่งรันจากบราวเซอร์ จะเห็นตัวแปร bisquit และ cracker ที่เราใส่ไว้

    Topic: 

    python: ตัวอย่างฟังก์ชั่น Info

    อ่าน Dive Into Python เห็นตัวอย่างฟังก์ชั่น Info
    เลยประยุกต์มาทำบนเว็บครับ

    เผื่อจะขยายไปเป็น search help

    Topic: 

    python: ทำ syntax hightlight

    ทดลองทำ syntax highlight โดยลอกจาก โมดูล GeSHiFilter ของ drupal ซึ่งเอามาจากโค๊ด PHP ที่ GeSHi อีกทีนึง แก้ปรับสี css นิดเดียว
    ทดลองดูซอร์สได้ดังนี้

    ตอนนี้ทำได้แค่ไพธอนภาษาเดียว และน่าจะยังมีบั๊กอยู่เยอะ จะค่อย ๆ ปรับปรุงไปเรื่อย ๆ ครับ

    ยังไม่รู้ว่าโค๊ดของโมดูลหลัก dweb จะเปลี่ยนแปลงไปยังไงนะครับ แต่ตอนนี้โพสต์แบบนี้ไปก่อน

    python: อ่านเนื้อความจากเว็บ

    เราสามารถใช้ python อ่านเนื้อหาจากเว็บได้โดยใช้โมดุล urllib

    เอาตัวอย่างจาก Dive into Python - 11.2. How not to fetch data over HTTP

    >>> import urllib
    >>> data = urllib.urlopen('http://diveintomark.org/xml/atom.xml').read()    1
    >>> print data
    <?xml version="1.0" encoding="iso-8859-1"?>
    <feed version="0.3"
      xmlns="http://purl.org/atom/ns#"
      xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
      xml:lang="en">
      <title mode="escaped">dive into mark</title>
      <link rel="alternate" type="text/html" href="http://diveintomark.org/"/>
      <-- rest of feed omitted for brevity -->

    ด้วยวิธีนี้เราสามารถนำเข้าไฟล์สตรีมทั้งหลายได้โดยสะดวก

    python: สร้างสคริปต์เก็บเนื้อหาเว็บเพจ

    จากตอนก่อน เราสามารถนำมาสร้างสคริปต์ง่าย ๆ เอาไว้เก็บเนื้อหาของหน้าเว็บได้ดังนี้
    $ vi d.getweb.py

    #!/usr/bin/env python
    # SAVE CONTENT OF WEB PAGE TO FILE
    import sys, os, urllib
    
    def usage(progname):
        print "Usage: %s URL FILENAME" % (progname)
        print "Save content of web page to file."
    
    
    def cannotopenfile(filename="",readwrite="r"):
        if readwrite=="r":
            msg=" reading"
        else:
            msg=" writing"
    
        print "Cannot open file %s for %s." % (filename, readwrite)
    
    
    def genfilename(filename="",ext="new"):
        if filename=="":
            return ""
        if ext.lower()!="new" and ext.lower()!="bak":
            ext="bak"
        if os.path.exists(filename+"."+ext):
            i=0
            while os.path.exists(filename+"."+ext+str(i)) and (i < 1000):
                i=i+1
            if i>999:
                return ""
            return filename+"."+ext+str(i)
        else:
            return filename+"."+ext
        #
    
    if __name__=="__main__":
        progname=os.path.basename(sys.argv[0])
        try:
            url=sys.argv[1]
            filename=sys.argv[2]
        except:
            usage(progname)
            sys.exit(1)
        #
        try:
            if os.path.exists(filename):
                bakfile=genfilename(filename,"bak")
                os.rename(filename,bakfile)
        except: 
            cannotopenfile(filename,"w")
            sys.exit(1)
        #   
        try:
            data=urllib.urlopen(url).read()
        except:
            print "Cannot open %s." % (url)
            sys.exit(1)
        #   
        f=open(filename,"w")
        f.write(data)
        f.close()
        print "Save %s to %s success." % (url, filename)

    เรียกใช้งานด้วยคำสั่ง
    ./d.getweb.py http://WEB.TO.GET FILENAME.EXT

    python: แสดงซอร์สโค๊ดด้วย demo_source.py

    จากครั้งก่อน ที่ทำตัวแจงเมธอด ขยายมาเป็นตัวค้นหาและแสดงซอร์สโค๊ด
    โดยใช้พร๊อพเพอตี้ __file__

    ปกติเราดูซอร์สได้เองอยู่แล้ว แต่การนำมาลงเว็บให้ค้นได้ง่าย ๆ อาจช่วยทำให้เข้าใจการทำงานของโมดูลในไพธอนดียิ่งขึ้นครับ

    debian: ลอง django

    ลอง django

    django: ทดลองติดตั้ง

    เที่ยวนี้เอาแบบดิบ ๆ เลย

    ติดตั้ง Django

    http://www.djangoproject.com/documentation/install/

    Install Python
    # apt-get install python
    +++ mime-support python python-minimal python2.4 python2.4-minimal

    Install Apache and mod_python
    # apt-get install apache2 libapache2-mod-python
    +++ apache2 apache2-mpm-worker apache2-utils apache2.2-common libapache2-mod-python libapr1 libaprutil1 libexpat1 libmagic1 libpcre3 libpq4 libsqlite3-0 python-central

    How to use Django with mod_python

    http://www.djangoproject.com/documentation/modpython/

    Django requires Apache 2.x and mod_python 3.x, and you should use Apache's prefork MPM, as opposed to the worker MPM.
    # apt-get install apache2-mpm-prefork
    --- apache2-mpm-worker
    +++ apache2-mpm-prefork

    Get your database running
    Django works with PostgreSQL (recommended), MySQL and SQLite.
    # apt-get install postgresql-8.1
    +++ openssl postgresql-8.1 postgresql-client-8.1 postgresql-client-common postgresql-common ssl-cert

    แก้ปัญหาการจัดเรียงภาษาไทยของ postgresql
    ตรวจ locales ให้มีภาษาไทย
    # dpkg-reconfigure locales
    <<<--- (*) th_TH TIS-620
    <<<--- (*) th_TH.UTF-8 UTF-8

    inintdb ใหม่ให้เรียงตามภาษาไทย โดยจะสร้างไดเรคทอรี่ของข้อมูลใหม่ ให้อยู่ที่ /server1/var/lib/postgresql/8.1/main
    # /etc/init.d/postgresql-8.1 stop
    # mkdir -p /server1/var/lib/postgresql/8.1/main
    # chown -R postgres:postgres /server1/var/lib/postgresql
    # su postgres
    $ /usr/lib/postgresql/8.1/bin/initdb -D /server1/var/lib/postgresql/8.1/main --locale=th_TH.UTF-8 --pgdata=/server1/var/lib/postgresql/8.1/main
    $ cd /server1/var/lib/postgresql/8.1/main
    $ ln -sf /etc/postgresql-common/root.crt .
    $ ln -sf /etc/ssl/certs/ssl-cert-snakeoil.pem server.crt
    $ ln -sf /etc/ssl/private/ssl-cert-snakeoil.key server.key
    $ exit
    # cd /etc/postgresql/8.1/main
    # rm pgdata
    # ln -sf /server1/var/lib/postgresql-8.1/main pgdata
    # /etc/init.d/postgresql-8.1 start

    ปรับให้ผู้ใช้ในระบบสามารถเข้ามาใช้งานโดยใช้รหัสผ่านของระบบ
    # vi /etc/postgresql/8.1/main/pg_hba.conf

    ...
    # TYPE  DATABASE    USER        CIDR-ADDRESS          METHOD
    host    all        all        192.168.1.0/24        md5
    ...

    สร้างผู้คุมฐานข้อมูล
    # su postgres
    $ psql template1
    template1=# CREATE USER superx SUPERUSER PASSWORD 'superx';
    template1=# \q
    $ exit

    ติดตั้ง phppgadmin
    # apt-get install phppgadmin
    +++ libapache2-mod-php4 libzzip-0-12 php4-common php4-pgsql phppgadmin wwwconfig-common

    # dpkg-reconfigure phppgadmin
    Which web server would you like to reconfigure automatically?
    <<<--- Apache2

    # vi /etc/apache2/conf.d/phppgadmin

    # deny from all
    allow from all

    # /etc/init.d/apache2 restart

    If you're using PostgreSQL, you'll need the psycopg package
    # apt-get install python-psycopg python-psycopg2
    +++ python-egenix-mxdatetime python-egenix-mxtools python-psycopg python-psycopg2

    Install the Django code

    Download Django-0.95.tar.gz from our download page.
    # cd /usr/src
    # tar xfz Django-0.95.tar.gz
    # cd Django-0.95

    Note that the last command will automatically download and install setuptools if you don't already have it installed. This requires a working Internet connection.
    # apt-get install python-setuptools
    +++ python-setuptools

    # python setup.py install

    เสร็จ Django

    เรียน Django

    http://www.sitepoint.com/article/build-to-do-list-30-minute

    จะสร้างไดเรคทอรี่ของเว็บ โดยให้ webmaster เป็นเจ้าของ
    # useradd -m -g www-data webmaster
    # su webmaster
    $ cd
    $ mkdir django
    $ cd django

    Diving In
    จะสร้างโปรเจคต์ ชื่อ gtd
    $ django-admin.py startproject gtd
    $ cd gtd

    รันเซิร์ฟเวอร์ที่พอร์ต 8000 ไอพี 192.168.1.5
    $ python manage.py runserver 192.168.1.5:8000

    ทดสอบโดย เอาบราวเซอร์ไปที่ http://192.168.1.5:8000/

    หยุดเซิร์ฟเวอร์ด้วย Ctrl-C

    จะสร้างแอปพลิเกชั่น todo
    $ python manage.py startapp todo
    $ cd todo
    $ vi models.py

    class List(models.Model):
      title = models.CharField(maxlength=250, unique=True)
      def __str__(self):
        return self.title
      class Meta:
        ordering = ['title']
      class Admin:
        pass
    
    import datetime
    
    PRIORITY_CHOICES = (
      (1, 'Low'),
      (2, 'Normal'),
      (3, 'High'),
    )
    
    class Item(models.Model):
      title = models.CharField(maxlength=250)
      created_date = models.DateTimeField(default=datetime.datetime.now)
      priority = models.IntegerField(choices=PRIORITY_CHOICES, default=2)
      completed = models.BooleanField(default=False)
      todo_list = models.ForeignKey(List)
      def __str__(self):
        return self.title
      class Meta:
        ordering = ['-priority', 'title']
      class Admin:
        pass
    

    $ cd ..

    $ su postgres
    postgres@server1$ psql template1
    template1=# CREATE DATABASE "django" WITH ENCODING='UTF8';
    template1=# \q
    postgres@server1$ exit

    $ vi settings.py

    ...
    DATABASE_ENGINE = 'postgresql'
    DATABASE_NAME = 'django'
    DATABASE_USER = 'USER1'
    DATABASE_PASSWORD = 'USER1PASSWORD'
    ...
    DATABASE_PORT = '5432'
    ...
    TIME_ZONE = 'Asia/Bangkok'
    ...
    INSTALLED_APPS = (
        'django.contrib.auth',
        'django.contrib.contenttypes',
        'django.contrib.sessions',
        'django.contrib.sites',
        'gtd.todo',
    )

    $ python manage.py syncdb
    You just installed Django's auth system, which means you don't have any superusers defined.
    Would you like to create one now? (yes/no):
    <<<--- yes
    Username (Leave blank to use 'webmaster'):
    <<<--- {DEFAULT}
    E-mail address:
    <<<--- webmaster@example.com
    Password:
    <<<--- {WEBMASTER-PASSWORD}
    Password (again):
    <<<--- {WEBMASTER-PASSWORD}

    $ vi settings.py

    ...
    INSTALLED_APPS = (
        'django.contrib.auth',
        'django.contrib.contenttypes',
        'django.contrib.sessions',
        'django.contrib.sites',
        'gtd.todo',
        'django.contrib.admin',
    )

    $ vi urls.py

    ...
         (r'^admin/', include('django.contrib.admin.urls')),
    ...

    $ python manage.py syncdb

    เริ่มรัน
    $ python manage.py runserver 192.168.1.5:8000

    เอาบราวเซอร์ไปที่ http://192.168.1.5:8000/admin
    Username:
    <<<--- webmaster
    Password:
    <<<--- {WEBMASTER-PASSWORD}

    ลองเพิ่มผู้ใช้และกรุ๊ปดู

    Deliving into Views

    $ cd todo
    $ vi views.py

    ...
    from django.shortcuts import render_to_response
    from gtd.todo.models import List
    
    def status_report(request):
     todo_listing = []
     for todo_list in List.objects.all():
       todo_dict = {}
       todo_dict['list_object'] = todo_list
       todo_dict['item_count'] = todo_list.item_set.count()
       todo_dict['items_complete'] = todo_list.item_set.filter(completed=True).count()
       todo_dict['percent_complete'] = int(float(todo_dict['items_complete']) / todo_dict['item_count'] * 100)
       todo_listing.append(todo_dict)
     return render_to_response('status_report.html', { 'todo_listing': todo_listing })
    

    Writing the Template

    $ mkdir templates
    $ cd templates
    $ vi status_report.html

    <!DOCTYPE html PUBLIC "-//W3C//DTD XHTML 1.0 Strict//EN" "http://www.w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-strict.dtd">
    <html xmlns="http://www.w3.org/1999/xhtml">
     <head>
       <meta http-equiv="Content-Type" content="text/html; charset=utf-8" />
       <title>To-do List Status Report</title>
     </head>
     <body>
       <h1>To-do list status report</h1>
    {% for list_dict in todo_listing %}
       <h2>{{ list_dict.list_object.title }}</h2>
       <ul>
         <li>Number of items: {{ list_dict.item_count }}</li>
         <li>Number completed: {{ list_dict.items_complete }} ({{ list_dict.percent_complete }}%)</li>
       </ul>
    {% endfor %}
     </body>
    </html>
    

    Making it Work

    $ cd ../..
    $ vi settings.py

    ...
    TEMPLATE_DIRS = (
        # Put strings here, like "/home/html/django_templates".
        # Always use forward slashes, even on Windows.
        '/home/webmaster/django/gtd/todo/templates',
    )
    

    $ vi urls.py

    ...
    urlpatterns = patterns('',
        # Example:
        # (r'^gtd/', include('gtd.apps.foo.urls.foo')),
    
        # Uncomment this for admin:
        (r'^admin/', include('django.contrib.admin.urls')),
        (r'^report/$', 'gtd.todo.views.status_report'),
    )
    

    $ python manage.py runserver 192.168.1.5:8000

    ลองดูที่บราวเซอร์ http://192.168.1.5:8000/report

    เรียบร้อย

    django: เกร็ด

    ในการติดตั้งของ django เขาใช้พอร์ต 8000 เป็นค่าปริยาย
    ทำนองเดียวกัน apache ก็ใช้พอร์ต 80 เป็นค่าปริยาย
    หากต้องการไปรัน django ที่พอร์ต 80 ต้องทำดังนี้

    แก้ไข /etc/apache2/ports.conf ให้ไปใช้พอร์ตอื่น สมมุติว่าเป็น 8088
    $ sudo vi /etc/apache2/ports.conf

    Listen 8088

    เวลาสั่งรัน django ต้องใช้สิทธิ์รูตในการรัน (พอร์ตที่ต่ำกว่า 1000)
    $ sudo python manage.py runserver 192.168.1.5:80

    Topic: 

    django: ลองทำ Blog

    เอามาจาก Falling Bullets - Blog - WordPress Clone in 27 Seconds (Part 1 of 40)

    เราชื่อ webmaster
    # su webmaster

    เราตั้งให้ไฟล์ของเราอยู่ใน ~/django
    $ cd ~/django

    ก่อนเริ่ม ให้ลบ database ชื่อ mysite ที่เราเคยทำไว้ออกก่อน
    แล้วจึงค่อยสร้างใหม่แบบว่าง ๆ
    $ psql template1 -U superx
    Password for user superx <<<--- SUPERX-PASSWORD
    template1=# DROP DATABASE mysite;
    template1=# CREATE DATABASE mysite;
    template1=# \q

    เริ่มสร้างโปรเจกต์
    $ django-admin.py startproject mysite
    $ cd mysite

    แก้ไข settings.py ให้เรียบร้อย
    $ vi settings.py

    ...
    DATABASE_ENGINE = 'postgresql'
    DATABASE_NAME = 'mysite'
    DATABASE_USER = 'superx'
    DATABASE_PASSWORD = 'SUPERX-PASSWORD'
    DATABASE_PORT = '5432'
    ...
    TIME_ZONE = 'Asia/Bangkok'
    ...

    สร้างแอปพลิเกชั่นชื่อ blog
    $ django-admin.py startapp blog

    แก้ไข models.py เพื่อสร้าง table
    $ vi blog/models.py

    from django.db import models
    
    class Tag(models.Model):
        name = models.CharField(maxlength=50, core=True)
        slug = models.SlugField(prepopulate_from=("name",))
    
        class Admin:
            pass
    
        def __str__(self):
            return self.name
    
        def get_absolute_url(self):
            return "/blog/tags/%s/" % (self.slug)
    
    class Entry(models.Model):
        title = models.CharField(maxlength=200)
        slug = models.SlugField(
            unique_for_date='pub_date',
            prepopulate_from=('title',),
            help_text='Automatically built from the title.'
        )
        summary = models.TextField(help_text="One paragraph. Don't add <p> tag.")
        body = models.TextField()
        pub_date = models.DateTimeField()
        tags = models.ManyToManyField(Tag, filter_interface=models.HORIZONTAL)
    
        class Meta:
            ordering = ('-pub_date',)
            get_latest_by = 'pub_date'
    
        class Admin:
            list_display = ('pub_date', 'title')
            search_fields = ['title', 'summary', 'body']
    
        def __str__(self):
            return self.title
    
        def get_absolute_url(self):
            return "/blog/%s/%s/" % (self.pub_date.strftime("%Y/%b/%d").lower(), self.slug)

    แก้ไข urls.py ให้สามารถเรียกไดเรกทอรี่เลียนแบบ Wordpress
    $ vi urls.py

    from django.conf.urls.defaults import *
    from mysite.blog.models import Entry
    
    blog_dict = {
        'queryset': Entry.objects.all(),
        'date_field': 'pub_date',
    }
    
    urlpatterns = patterns('',
        (r'^blog/(?P<year>\d{4})/(?P<month>[a-z]{3})/(?P<day>\w{1,2})/(?P<slug>[-\w]+)/$', 'django.views.generic.date_based.object_detail', dict(blog_dict, slug_field='slug')),
        (r'^blog/?$', 'django.views.generic.date_based.archive_index', blog_dict),
    )

    รัน syncdb ครั้งนึง เพื่อสร้าง table
    $ python manage.py syncdb
    ...
    Would you like to create one now? (yes/no): <<<--- yes
    Username (Leave blank to use 'webmaster'): <<<--- [ENTER]
    E-mail address: <<<--- webmaster@example.com
    Password: <<<--- WEBMASTER-PASSWORD
    Password (again): <<<--- WEBMASTER-PASSWORD
    Superuser created successfully.
    ...

    แก้ไข settings.py ให้มาใช้ template ของเรา
    $ vi settings.py

    ...
    TEMPLATE_DIRS = (
        # Put strings here, like "/home/html/django_templates".
        # Always use forward slashes, even on Windows.
        "/home/webmaster/django/mysite/templates"
    )
    ...

    สร้าง template หลัก ชื่อ base.html ในไดเรกทอรี่ ~/django/mysite/templates
    $ mkdir templates
    $ vi templates/base.html

    <!DOCTYPE html PUBLIC "-//W3C//DTD XHTML 1.0 Strict//EN" "http://www.w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-strict.dtd">
    <html xmlns="http://www.w3.org/1999/xhtml" xml:lang="en" lang="en">
    <head>
        <title>My Site - {% block title %}{% endblock %}</title>
    
        <meta http-equiv="content-type" content="text/html; charset=utf-8" />
    </head>
    <body>
        <div id="header">
            <h1><a href="/">My Interweb Tubes Blog</a></h1>
    
            <h2>It's not a truck!</h2>
    
            <ul id="nav">
                <li><a href="/">Home</a></li>
                <li><a href="/blog/">Blog</a></li>
                <li><a href="#">Photos</a></li>
                <li><a href="/links/">Links</a></li>
                <li><a href="/portfolio/">Work</a></li>
                <li><a href="/colophon/">Colophon</a></li>
            </ul>
        </div>
        <div id="content">
            {% block content %}
    
            {% endblock %}
        </div>
    </body>
    </html>

    สร้าง template ย่อย สำหรับดู Entry archive
    $ mkdir templates/blog
    $ vi templates/blog/entry_archive.html

    {% extends "base.html" %}
    
    {% block title %}Latest Blog Entries{% endblock %}
    
    {% block content %}
        <h1>Latest Blog Entries</h1>
    
        <ol id="object-list">
            {% for object in latest %}
                <li>
                    <h2><a href="{{ object.get_absolute_url }}">{{ object.title|escape }}</a></h2>
                    <p class="post-date">{{ object.pub_date|date:"F j, Y" }}</p>
                    <p class="summary">{{ object.summary }}</p>
                </li>
            {% endfor %}
        </ol>
    {% endblock %}

    และอีกอันสำหรับดูรายละเอียด
    $ vi templates/blog/entry_detail.html

    {% extends "base.html" %}
    
    {% block title %}Blog - {{ object.title|escape }}{% endblock %}
    
    {% block content %}
        <h1>{{ object.title|escape }}</h1>
    
        <dl>
            <dt>Posted On:</dt>
            <dd>{{ object.pub_date|date:"F j, Y" }}</dd>
            <dt>Tags:</dt>
            <dd>
                {% for tag in object.tags.all %}
                    <a href="{{ tag.get_absolute_url }}">{{ tag.name }}</a>{% if not forloop.last %}, {% endif %}
                {% endfor %}
            </dd>
        </dl>
    
        {{ object.body }}
    {% endblock %}

    แก้ไข settings.py อีกครั้ง ให้รับโมดูล blog และโมดูล admin
    $ vi settings.py

    ...
    INSTALLED_APPS = (
        'django.contrib.auth',
        'django.contrib.contenttypes',
        'django.contrib.sessions',
        'django.contrib.sites',
        'mysite.blog',
        'django.contrib.admin',
    )
    

    syncdb อีกครั้ง
    $ python manage.py syncdb

    เสร็จแล้ว ลองรันได้เลยด้วยคำสั่ง
    $ python manage.py runserver 192.168.1.5:8000

    สร้างเนื้อหา blog ได้จาก http://192.168.1.5:8000/admin
    โดยล๊อกอินในชื่อ webmaster และสร้างเนื้อหาในหมวด blog

    ดูเนื้อหาที่สร้างแล้วที่ http://192.168.1.5:8000/blog

    django: ใช้กับ apache2 บนเดเบียน

    ลองติดตั้ง django เพื่อใช้งานกับ apache2 บนเดเบียน

    เที่ยวนี้ทำไปบันทึกไป จึงไม่มีกำหนดเสร็จครับ

    งานของ admin เจ้าของเซิร์ฟเวอร์
    เอา django มาก่อน
    # aptitude install subversion
    # svn co http://code.djangoproject.com/svn/django/trunk/

    ติดตั้ง django สู่ระบบ
    # cd trunk
    # python setup.py install

    ลบซอร์ส หากไม่ต้องการดูโค๊ดของ django
    # cd ..
    # rm -rf trunk

    กันเหนียวให้ apache2 เปิดมอดูล env (ส่วนใหญ่จะเปิดมาอยู่แล้วมั้ง)
    # a2enmod env

    ติดตั้ง mod_python และเปิดให้ใช้งาน
    # aptitude install libapache2-mod-python
    # a2enmod mod_python

    งานของเรา เจ้าของเว็บ
    สมมุติว่า admin ติดตั้ง ให้ DocumentRoot ของ apache2 สำหรับโดเมน www.example.com อยู่ที่ไดเรกทอรี่ของเรา /home/user1/www
    และเราจะให้หน้าของ django ไปอยู่ที่ http://www.example.com/dj

    มาที่ไดเรกทอรี่ของเราก่อน
    $ cd ~/www

    เริ่มโปรเจคต์ใหม่ชื่อ dj
    $ django-admin.py startproject dj

    ไปที่ไดเรคทอรี่ dj และเตรียมการให้ apache2 โดยการสร้างไฟล์ .htaccess
    $ cd dj
    $ vi .htaccess

    SetHandler python-program
    PythonHandler django.core.handlers.modpython
    SetEnv SERVER_ADMIN webmaster@example.com
    SetEnv DJANGO_SETTINGS_MODULE dj.settings
    PythonDebug On
    PythonPath "['/home/user1'] + sys.path"
    RewriteEngine On
    RewriteBase /dj/

    เสร็จแล้ว ดูที่หน้า www.example.com/dj ได้ดังนี้
    ตัวอย่างติดตั้ง django กับ apache2 ครั้งที่ 1

    เพิ่มเติม
    สำหรับการทำงานให้เต็มรูปแบบ ต้องสร้างหน้า admin ด้วย
    การที่จะทำให้หน้า admin ทำงานได้สมบูรณ์ ต้องสร้างลิงก์โยงจากทรัพยากรของซอร์สมาที่ไดเรกทอรี่รากของ apache2 ด้วย
    สมมุติถ้าใช้ไพธอน 2.4 บนเดเบียน
    $ cd ~/www
    $ ln -sf /usr/lib/python2.4/site-packages/django/contrib/admin/media/ .

    สร้างหน้า admin โดยการลบคอมเมนต์ในไฟล์ dj/urls.py
    $ cd dj
    $ vi urls.py

    ...
         (r'^admin/', include('django.contrib.admin.urls')),
    ...

    แต่ถ้าหากเราจะให้เพจของ django อยู่ในหน้า www.example.com/dj เราต้องแก้ไฟล์ด้วย

    ...
         (r'^dj/admin/', include('django.contrib.admin.urls')),
    ...

    แต่...ก่อนจะใช้งานหน้า admin ได้ เราต้องสร้างฐานข้อมูลก่อน สมมุติว่าจะใช้กับ postgresql
    สร้างฐานข้อมูลไว้รองรับ ตั้งชื่อว่า djdb
    $ createdb djdb

    Password: >>> --- USER1_PASSWORD

    ปรับตั้งไฟล์ settings.py ให้ django รับรู้ฐานข้อมูลและให้เรียกใช้มอดูล admin
    $ vi settings.py

    ...
    DATABASE_ENGINE = 'postgresql'
    DATABASE_NAME = 'djdb'
    DATABASE_USER = 'user1'
    DATABASE_PASSWORD = 'USER1_PASSWORD'
    ...
    TIME_ZONE = 'Asia/Bangkok'
    ...
    LANGUAGE_CODE = 'th'
    ...
    INSTALLED_APPS = (
        'django.contrib.auth',
        'django.contrib.contenttypes',
        'django.contrib.sessions',
        'django.contrib.sites',
        'django.contrib.admin',
    )

    สั่งปรับปรุงฐานข้อมูล
    $ python manage.py syncdb

    Creating table auth_message
    Creating table auth_group
    Creating table auth_user
    Creating table auth_permission
    Creating table django_content_type
    Creating table django_session
    Creating table django_site
    Creating table django_admin_log
    
    You just installed Django's auth system, which means you don't have any superusers defined.
    Would you like to create one now? (yes/no): >>>--- yes
    Username (Leave blank to use 'user1'): >>>--- ENTER
    E-mail address: >>>--- user1@example.com
    Password: >>>--- USER1_PASSWORD
    Password (again): >>>--- USER1_PASSWORD
    Superuser created successfully.
    Installing index for auth.Message model
    Installing index for auth.Permission model
    Installing index for admin.LogEntry model
    

    เสร็จแล้ว ดูจาก URL:http://www.example.com/dj/admin จะได้ดังนี้
    หน้าจอ admin

    อ้างอิง

    django+apache2: สร้างแอพลิเคชั่น blog

    คราวนี้ทำบล๊อกจาก Falling Bullets - Blog - WordPress Clone in 27 Seconds (Part 1 of 40)

    โดย

    • ใช้งานกับ apache2 ที่ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว
    • เรียกใช้งานภายใต้ไดเรกทอรี่ http://www.example.com/dj
      (ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เวลาอ้างถึงหน้าหลักมันจะอ้างยาก หากเราต้องการเปลี่ยนไดเรกทอรี่มาเป็น root มันต้องตามเปลี่ยนในโค๊ดด้วย ลองดูจากตัวอย่างได้
      ที่ควรทำจริง ๆ คืออ้าง URL ใหม่ โดยใช้ไปอยู่ที่ root แทน จะยุ่งน้อยกว่า เช่น http://dj.example.com เป็นต้น)

      แต่ของเราเที่ยวนี้เอาแบบอยู่ภายใต้ไดเรคทอรี่ /dj ไปก่อน
    • ใช้ฐานข้อมูล postgresql ที่ติดตั้งไว้แล้ว
    • root ของ apache2 อยู่ที่ /home/user1/www
    • ชื่อผู้ใช้งานฐานข้อมูลคือ user1 รหัสผ่านคือ USER1_PASSWORD มีสิทธิ์ในการสร้างฐานข้อมูล
    • โครงการ (project) ชื่อ dj เหมือนเดิม ฉะนั้นไดเรกทอรี่ของโครงการจะไปอยู่ที่ /home/user1/www/dj
    • การติดตั้งพื้นฐาน ดูจาก django: ใช้กับ apache2 บนเดเบียน
    • เนื้อความในนี้อาจมีข้อความติดพันมาจากการทดลองจากคราวก่อน ๆ ดังนั้นถ้างง ฝากย้อนขึ้นไปดูคราวก่อน เริ่มตั้งแต่ /node/424 ลงมา

    สร้างแอพลิเคชั่นชื่อ blog ในไดเรคทอรี่ dj จากครั้งก่อน
    $ cd ~/www/dj
    $ python manage.py startapp blog

    สร้างตารางฐานข้อมูลด้วย models.py ให้มี 2 ตาราง คือเก็บแท็ก และเก็บเนื้อเรื่อง
    $ vi blog/models.py

    from django.db import models
    
    class Tag(models.Model):
        name = models.CharField(maxlength=50, core=True)
        slug = models.SlugField(prepopulate_from=("name",))
    
        class Admin:
            pass
    
        def __str__(self):
            return self.name
    
        def get_absolute_url(self):
            return "/dj/blog/tags/%s/" % (self.slug)
    
    class Entry(models.Model):
        title = models.CharField(maxlength=200)
        slug = models.SlugField(
            unique_for_date='pub_date',
            prepopulate_from=('title',),
            help_text='Automatically built from the title.'
        )
        summary = models.TextField(help_text="One paragraph. Don't add &lt;p&gt; tag.")
        body = models.TextField()
        pub_date = models.DateTimeField()
        tags = models.ManyToManyField(Tag, filter_interface=models.HORIZONTAL)
    
        class Meta:
            ordering = ('-pub_date',)
            get_latest_by = 'pub_date'
    
        class Admin:
            list_display = ('pub_date', 'title')
            search_fields = ['title', 'summary', 'body']
    
        def __str__(self):
            return self.title
    
        def get_absolute_url(self):
            return "/dj/blog/%s/%s/" % (self.pub_date.strftime("%Y/%b/%d").lower(), self.slug)
    

    แก้ไข urls.py ให้สามารถเรียกไดเรกทอรี่เลียนแบบ Wordpress หรือเรียกแบบปกติ
    $ vi urls.py

    from django.conf.urls.defaults import *
    from dj.blog.models import Entry
    
    blog_dict = {
        'queryset': Entry.objects.all(),
        'date_field': 'pub_date',
    }
    
    urlpatterns = patterns('',
        # Example:
        # (r'^dj/', include('dj.foo.urls')),
    
        # Uncomment this for admin:
        (r'^dj/admin/', include('django.contrib.admin.urls')),
        (r'^dj/report/$', 'dj.todo.views.status_report'),
        (r'^dj/blog/(?P<year>\d{4})/(?P<month>[a-z]{3})/(?P<day>\w{1,2})/(?P<slug>[-\w]+)/$', 'django.views.generic.date_based.object_detail', dict(blog_dict, slug_field='slug')),
        (r'^dj/blog/?$', 'django.views.generic.date_based.archive_index', blog_dict),
    )
    

    รัน syncdb ครั้งนึง เพื่อสร้างและปรับปรุงตาราง
    $ python manage.py syncdb

      title = models.CharField(maxlength=250, unique=True)
      title = models.CharField(maxlength=250)

    ต่อไปเป็นเรื่องอินเทอร์เฟสแสดงหน้าตา

    (เที่ยวนี้แปลกไปนิดนึง เพราะเขาเรียกแสดงผลผ่านฟังก์ชั่นมาตรฐานของ django โดยไม่ได้ใช้ views ของเรา เลยต้องวางไดเรกทอรี่ไว้เป็นมาตรฐาน คือเอา templates ไว้ที่ root ของโครงการ)

    แก้ไข settings.py ให้มาใช้ template ของเรา รวมทั้งบอกให้เปิดมอดูล blog ที่เราเพิ่งสร้างขึ้น
    $ vi settings.py

    ...
    TEMPLATE_DIRS = (
        # Put strings here, like "/home/html/django_templates" or "C:/www/django/templates".
        # Always use forward slashes, even on Windows.
        # Don't forget to use absolute paths, not relative paths.
        '/home/user1/www/dj/todo/templates',
        '/home/user1/www/dj/templates',
    )
    
    INSTALLED_APPS = (
        'django.contrib.auth',
        'django.contrib.contenttypes',
        'django.contrib.sessions',
        'django.contrib.sites',
        'django.contrib.admin',
        'dj.todo',
        'dj.blog',
    )
    

    สร้างเทมเพลตโดยการสร้างไดเรกทอรี่ชื่อ templates ไว้ที่ root ของโครงการ
    ในไดเรกทอรี่ templates จะมีไฟล์ base.html เอาไว้ดูหน้าหลักซึ่งเป็นพวกเมนูต่าง ๆ
    และสร้างไดเรกทอรี่ย่อยชื่อ templates/blog อีกที จะมีไฟล์ entry_archive.html ไว้ดูหัวข้อบล๊อก และ entry_detail.html ไว้ดูรายละเอียดของแต่ละรายการ
    $ mkdir -p templates/blog
    $ vi templates/base.html

    <!DOCTYPE html PUBLIC "-//W3C//DTD XHTML 1.0 Strict//EN" "http://www.w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-strict.dtd">
    <html xmlns="http://www.w3.org/1999/xhtml" xml:lang="en" lang="en">
    <head>
        <title>My Site - {% block title %}{% endblock %}</title>
    
        <meta http-equiv="content-type" content="text/html; charset=utf-8" />
    </head>
    <body>
        <div id="header">
            <h1><a href="/">My Interweb Tubes Blog</a></h1>
    
            <h2>It's not a truck!</h2>
    
            <ul id="nav">
                <li><a href="/dj/">Home</a></li>
                <li><a href="/dj/blog/">Blog</a></li>
                <li><a href="#">Photos</a></li>
                <li><a href="/dj/links/">Links</a></li>
                <li><a href="/dj/portfolio/">Work</a></li>
                <li><a href="/dj/colophon/">Colophon</a></li>
            </ul>
        </div>
        <div id="content">
            {% block content %}
    
            {% endblock %}
        </div>
    </body>
    </html>

    $ vi templates/blog/entry_archive.html

    {% extends "base.html" %}
    
    {% block title %}Latest Blog Entries{% endblock %}
    
    {% block content %}
        <h1>Latest Blog Entries</h1>
    
        <ol id="object-list">
            {% for object in latest %}
                <li>
                    <h2><a href="{{ object.get_absolute_url }}">{{ object.title|escape }}</a></h2>
                    <p class="post-date">{{ object.pub_date|date:"F j, Y" }}</p>
                    <p class="summary">{{ object.summary }}</p>
                </li>
            {% endfor %}
        </ol>
    {% endblock %}

    $ vi templates/blog/entry_detail.html

    {% extends "base.html" %}
    
    {% block title %}Blog - {{ object.title|escape }}{% endblock %}
    
    {% block content %}
        <h1>{{ object.title|escape }}</h1>
    
        <dl>
            <dt>Posted On:</dt>
            <dd>{{ object.pub_date|date:"F j, Y" }}</dd>
            <dt>Tags:</dt>
            <dd>
                {% for tag in object.tags.all %}
                    <a href="{{ tag.get_absolute_url }}">{{ tag.name }}</a>{% if not forloop.last %}, {% endif %}
                {% endfor %}
            </dd>
        </dl>
    
        {{ object.body }}
    {% endblock %}

    เรียกปรับปรุงตารางอีกครั้ง
    python manage.py syncdb

      title = models.CharField(maxlength=250, unique=True)
      title = models.CharField(maxlength=250)
      name = models.CharField(maxlength=50, core=True)
      title = models.CharField(maxlength=200)
    Creating table blog_entry
    Creating table blog_tag
    Installing index for blog.Entry model
    Installing index for blog.Tag model

    เสร็จแล้ว เรียกผ่าน URL:http://www.example.com/dj/blog ได้ดังนี้
    เรียก blog 1

    django+apache2: สร้างแอพลิเคชั่น todo

    จากครั้งก่อน django: ใช้กับ apache2 บนเดเบียน (มีการปรับปรุงให้เนื้อหาสมบูรณ์ขึ้นในหน้าเก่าด้วย)

    ตอนนี้เราจะมาสร้างแอพลิเคชั่นชื่อ "to do" จาก sitepoint.com - Django Djumpstart: Build a To-do List in 30 Minutes

    โดย

    • ใช้งานกับ apache2 ที่ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว
    • เรียกใช้งานภายใต้ไดเรกทอรี่ http://www.example.com/dj
      (ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เวลาอ้างถึงหน้าหลักมันจะอ้างยาก หากเราต้องการเปลี่ยนไดเรกทอรี่มาเป็น root มันต้องตามเปลี่ยนในโค๊ดด้วย ลองดูจากตัวอย่างได้
      ที่ควรทำจริง ๆ คืออ้าง URL ใหม่ โดยใช้ไปอยู่ที่ root แทน จะยุ่งน้อยกว่า เช่น http://dj.example.com เป็นต้น)

      แต่ของเราเที่ยวนี้เอาแบบอยู่ภายใต้ไดเรคทอรี่ /dj ไปก่อน
    • ใช้ฐานข้อมูล postgresql ที่ติดตั้งไว้แล้ว
    • root ของ apache2 อยู่ที่ /home/user1/www
    • ชื่อผู้ใช้งานฐานข้อมูลคือ user1 รหัสผ่านคือ USER1_PASSWORD มีสิทธิ์ในการสร้างฐานข้อมูล
    • โครงการ (project) ชื่อ dj เหมือนเดิม ฉะนั้นไดเรกทอรี่ของโครงการจะไปอยู่ที่ /home/user1/www/dj

    เริ่มเลย

    สร้างแอพลิเคชั่นชื่อ "to do" เอาไว้สำหรับดูว่าจะทำงานอะไรบ้าง
    $ cd ~/www/dj
    $ python manage.py startapp todo

    สร้างฐานข้อมูลผ่านโปรแกรมชื่อ todo/models.py
    โดยเราจะสร้างเป็น 2 ตาราง โดยแต่ละตารางจะเป็นคลาสใน model.py
    คือคลาส List สำหรับดูหัวข้อ และคลาส Item สำหรับเก็บรายละเอียดของข้อมูลของงานที่จะทำ
    $ vi todo/models.py

    ...
    #TABLE List
    class List(models.Model):
      title = models.CharField(maxlength=250, unique=True)
      def __str__(self):
        return self.title
      class Meta:
        ordering = ['title']
      class Admin:
        pass
    
    
    #TABLE Item
    import datetime
    
    PRIORITY_CHOICES = (
      (1, 'Low'),
      (2, 'Normal'),
      (3, 'High'),
    )
    
    class Item(models.Model):
      title = models.CharField(maxlength=250)
      created_date = models.DateTimeField(default=datetime.datetime.now)
      priority = models.IntegerField(choices=PRIORITY_CHOICES, default=2)
      completed = models.BooleanField(default=False)
      todo_list = models.ForeignKey(List)
      def __str__(self):
        return self.title
      class Meta:
        ordering = ['-priority', 'title']
      class Admin:
        pass
    

    ถึงตอนนี้ต้องมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว หากยังไม่ได้สร้างฐานข้อมูล ให้ย้อนไปดูคราวก่อน
    ปรับตั้งให้ django รับรู้ถึงการเพิ่มตาราง ผ่านไฟล์ settings.py
    $ vi settings.py

    ...
    INSTALLED_APPS = (
        'django.contrib.auth',
        'django.contrib.contenttypes',
        'django.contrib.sessions',
        'django.contrib.sites',
        'django.contrib.admin',
        'dj.todo',
    )

    สั่งสร้างตาราง/ปรับปรุงฐานข้อมูล
    $ python manage.py syncdb

      title = models.CharField(maxlength=250, unique=True)
      title = models.CharField(maxlength=250)
    Creating table todo_item
    Creating table todo_list
    Installing index for todo.Item model
    

    ต่อไปเป็นการสร้างอินเทอร์เฟสผ่านไฟล์ชื่อ todo/views.py
    ในไฟล์นี้เราจะสร้างฟังก์ชั่นในการแสดงรายงานสถานะของงานชื่อว่า status_report
    $ vi todo/views.py

    ...
    from django.shortcuts import render_to_response
    from dj.todo.models import List
    
    def status_report(request):
     todo_listing = []
     for todo_list in List.objects.all():
       todo_dict = {}
       todo_dict['list_object'] = todo_list
       todo_dict['item_count'] = todo_list.item_set.count()
       todo_dict['items_complete'] = todo_list.item_set.filter(completed=True).count()
       todo_dict['percent_complete'] = int(float(todo_dict['items_complete']) / todo_dict['item_count'] * 100)
       todo_listing.append(todo_dict)
     return render_to_response('status_report.html', { 'todo_listing': todo_listing })

    เอาตารางมาใช้จากคลาส List ใน todo/models.py

    ไฟล์ views.py นี้เป็นฟังก์ชั่นการทำงานล้วน ๆ ซึ่งเราจะต้องสร้างเทมเพลตในการแสดงผลอีกทีหนึ่ง
    ในการสร้างเทมเพลต เราจะสร้างไดเรคทอรี่ย่อยชื่อ templates ไว้ใน todo เพื่อเอาไว้บรรจุไฟล์เทมเพลต คือไฟล์ HTML ในที่นี้ตั้งชื่อว่า status_report.html
    $ mkdir todo/templates
    $ vi todo/templates/status_report.html

    <!DOCTYPE html PUBLIC "-//W3C//DTD XHTML 1.0 Strict//EN" "http://www.w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-strict.dtd">
    <html xmlns="http://www.w3.org/1999/xhtml">
     <head>
       <meta http-equiv="Content-Type" content="text/html; charset=utf-8" />
       <title>To-do List Status Report</title>
     </head>
     <body>
       <h1>To-do list status report</h1>
    {% for list_dict in todo_listing %}
       <h2>{{ list_dict.list_object.title }}</h2>
       <ul>
         <li>Number of items: {{ list_dict.item_count }}</li>
         <li>Number completed: {{ list_dict.items_complete }} ({{ list_dict.percent_complete }}%)</li>
       </ul>
    {% endfor %}
     </body>
    </html>

    สังเกตุว่าคำสั่งจะอยู่ในบล๊อก {% COMMAND %} และตัวแปรจะอยู่ในบล๊อก {{ VARIABLE }} โดยตัวแปรที่ใช้ ใช้เสมือนเราอยู่ภายในมอดูล todo.views.status_report ซึ่งเราต้องกลับไปบอก django ในไฟล์ urls.py

    ต้องกลับไปบอก django ว่าโครงการของเรามีเทมเพลตด้วย และเทมเพลตเราอยู่ที่ไหน ผ่าน settings.py
    $ vi settings.py

    ...
    TEMPLATE_DIRS = (
        # Put strings here, like "/home/html/django_templates" or "C:/www/django/templates".
        # Always use forward slashes, even on Windows.
        # Don't forget to use absolute paths, not relative paths.
        '/home/user1/www/dj/todo/templates',
    )

    และกำหนดให้ apache2 มาเรียกใช้ todo เมื่อเข้า URL:/dj/report/ ผ่าน urls.py
    $ vi urls.py

    ...
    urlpatterns = patterns('',
        # Example:
        # (r'^dj/', include('dj.foo.urls')),
    
        # Uncomment this for admin:
        (r'^dj/admin/', include('django.contrib.admin.urls')),
        (r'^dj/report/$', 'dj.todo.views.status_report'),
    )

    ตอนนี้ดูได้แล้ว ผ่าน URL:http://www.example.com/dj/report
    หน้าจอแรก todo

    ตอนนี้ยังไม่มีอะไร เพราะเรายังไม่ได้ใส่อะไรเข้าไป
    ถึงตอนนี้เราสามารถใส่เนื้อหาใหม่เข้าไปได้ ผ่านทางหน้า admin
    โดยต้องเพิ่ม List ก่อน ทาง URL:http://www.example.com/dj/admin/todo/list/add
    ตามด้วย Item ทาง URL:http://www.example.com/dj/admin/todo/item/add
    พอเข้าหน้า report ใหม่ ก็จะเห็นรายการตามต้องการ

    django: ตกแต่งให้ใช้งานได้

    รายการเพิ่มเติมสำหรับ django รุ่น svn (ระหว่าง 0.96-)

    • ต้องติดตั้ง docutils เพิ่ม เพื่อให้สามารถดูเอกสารในหน้า admin ได้
      สำหรับเดเบียนคำสั่งคือ
      $ sudo aptitude install python-docutils
    • หน้า admin สวยงามก็จริงอยู่ แต่ตัวหนังสือเล็กไปหน่อยสำหรับผู้เฒ่ากับจอใหญ่ ๆ
      เดเบียนปรับแก้ดังนี้ (อย่าลืมสำรองไฟล์ไว้ก่อนด้วยนะครับ)
      $ sudo vi /usr/lib/python2.4/site-packages/django/contrib/admin/media/css/global.css
      body { margin:0; padding:0; font-size:84%; font-family:"Lucida Grande","DejaVu Sans","Bitstream Vera Sans",Verdana,Arial,sans-serif; color:#333; background:#fff; }
      
      /* LINKS */
      a:link, a:visited { color: #5b80b2; text-decoration:none; }
      a:hover { color: #036; }
      a img { border:none; }
      
      /* GLOBAL DEFAULTS */
      p, ol, ul, dl { margin:.2em 0 .8em 0; }
      p { padding:0; line-height:140%; }
      
      h1,h2,h3,h4,h5 { font-weight:bold; }
      h1 { font-size:1.4em; color:#666; padding:0 6px 0 0; margin:0 0 .2em 0; }
      h2 { font-size:1.3em; margin:1em 0 .5em 0; }
      h2.subhead { font-weight:normal;margin-top:0; }
      h3 { font-size:1.2em; margin:.8em 0 .3em 0; color:#666; font-weight:bold; }
      h4 { font-size:1.1em; margin:1em 0 .8em 0; padding-bottom:3px; }
      h5 { font-size:1em; margin:1.5em 0 .5em 0; color:#666; text-transform:uppercase; letter-spacing:1px; }
      
      ul li { list-style-type:square; padding:1px 0; }
      ul.plainlist { margin-left:0 !important; }
      ul.plainlist li { list-style-type:none; }
      li ul { margin-bottom:0; }
      li, dt, dd { font-size:.9em; line-height:1.2em; }
      dt { font-weight:bold; margin-top:4px; }
      dd { margin-left:0; }
      
      form { margin:0; padding:0; }
      fieldset { margin:0; padding:0; }
      
      blockquote { font-size:.9em; color:#777; margin-left:2px; padding-left:10px; border-left:5px solid #ddd; }
      code, pre { font-family:"Bitstream Vera Sans Mono", Monaco, "Courier New", Courier, monospace; background:inherit; color:#666; font-size:.9em; }
      pre.literal-block { margin:10px; background:#eee; padding:6px 8px; }
      code strong { color:#930; }
      hr { clear:both; color:#eee; background-color:#eee; height:1px; border:none; margin:0; padding:0; font-size:1px; line-height:1px; }
      
      /* TEXT STYLES & MODIFIERS */
      .small { font-size:.9em; }
      .tiny { font-size:.8em; }
      p.tiny { margin-top:-2px; }
      .mini { font-size:.7em; }
      p.mini { margin-top:-3px; }
      .help, p.help { font-size:.8em !important; color:#999; }
      p img, h1 img, h2 img, h3 img, h4 img, td img { vertical-align:middle; }
      .quiet, a.quiet:link, a.quiet:visited { color:#999 !important;font-weight:normal !important; }
      .quiet strong { font-weight:bold !important; }
      .float-right { float:right; }
      .float-left { float:left; }
      .clear { clear:both; }
      .align-left { text-align:left; }
      .align-right { text-align:right; }
      .example { margin:10px 0; padding:5px 10px; background:#efefef; }
      .nowrap { white-space:nowrap; }
      
      /* TABLES */
      table { border-collapse:collapse; border-color:#ccc; }
      td, th { font-size:.9em; line-height:1.2em; border-bottom:1px solid #eee; vertical-align:top; padding:5px; font-family:"Lucida Grande", Verdana, Arial, sans-serif; }
      th { text-align:left; font-size:1em; font-weight:bold; }
      thead th, 
      tfoot td { color:#666; padding:2px 5px; font-size:.9em; background:#e1e1e1 url(../img/admin/nav-bg.gif) top left repeat-x; border-left:1px solid #ddd; border-bottom:1px solid #ddd; } 
      tfoot td { border-bottom:none; border-top:1px solid #ddd; }
      thead th:first-child,
      tfoot td:first-child { border-left:none !important; }
      thead th.optional { font-weight:normal !important; }
      fieldset table { border-right:1px solid #eee; }
      tr.row-label td { font-size:.7em; padding-top:2px; padding-bottom:0; border-bottom:none; color:#666; margin-top:-1px; }
      tr.alt { background:#f6f6f6; }
      .row1 { background:#EDF3FE; }
      .row2 { background:white; }
      
      /* SORTABLE TABLES */
      thead th a:link, thead th a:visited { color:#666; display:block; }
      table thead th.sorted { background-position:bottom left !important; }
      table thead th.sorted a { padding-right:13px; }
      table thead th.ascending a { background:url(../img/admin/arrow-down.gif) right .4em no-repeat; }
      table thead th.descending a { background:url(../img/admin/arrow-up.gif) right .4em no-repeat; }
      
      /* ORDERABLE TABLES */
      table.orderable tbody tr td:hover { cursor:move; }
      table.orderable tbody tr td:hover { cursor:move; }
      table.orderable tbody tr td:first-child { padding-left:14px; background-image:url(../img/admin/nav-bg-grabber.gif); background-repeat:repeat-y; }
      table.orderable-initalized .order-cell, body>tr>td.order-cell { display:none; }
      
      /* FORM DEFAULTS */
      input, textarea, select { margin:2px 0; padding:2px 3px; vertical-align:middle; font-family:"Lucida Grande", Verdana, Arial, sans-serif; font-weight:normal; font-size:.9em; }
      textarea { vertical-align:top !important; }
      input[type=text], input[type=password], textarea, select, .vTextField { border:1px solid #ccc; }
      
      /*  FORM BUTTONS  */
      input[type=submit], input[type=button], .submit-row input { background:white url(../img/admin/nav-bg.gif) bottom repeat-x; padding:3px; color:black; border:1px solid #bbb; border-color:#ddd #aaa #aaa #ddd; }
      input[type=submit]:active, input[type=button]:active { background-image:url(../img/admin/nav-bg-reverse.gif); background-position:top; }
      input[type=submit].default, .submit-row input.default { border:2px solid #5b80b2; background:#7CA0C7 url(../img/admin/default-bg.gif) bottom repeat-x; font-weight:bold; color:white; }
      input[type=submit].default:active { background-image:url(../img/admin/default-bg-reverse.gif); background-position:top; }
      
      /* MODULES */
      .module { border:1px solid #ccc; margin-bottom:5px; background:white; }
      .module p, .module ul, .module h3, .module h4, .module dl, .module pre { padding-left:10px; padding-right:10px; }
      .module blockquote { margin-left:12px; }
      .module ul, .module ol { margin-left:1.5em; }
      .module h3 { margin-top:.6em; }
      .module h2, .module caption { margin:0; padding:2px 5px 3px 5px; font-size:.9em; text-align:left; font-weight:bold; background:#7CA0C7 url(../img/admin/default-bg.gif) top left repeat-x; color:white; }
      .module table { border-collapse: collapse; }
      
      /* MESSAGES & ERRORS */ 
      ul.messagelist { padding:0 0 5px 0; margin:0; }
      ul.messagelist li { font-size:1em; display:block; padding:4px 5px 4px 25px; margin:0 0 3px 0; border-bottom:1px solid #ddd; color:#666; background:#ffc url(../img/admin/icon_success.gif) 5px .3em no-repeat; }
      .errornote { font-size:1em !important; display:block; padding:4px 5px 4px 25px; margin:0 0 3px 0; border:1px solid red; color:red;background:#ffc url(../img/admin/icon_error.gif) 5px .3em no-repeat; }
      ul.errorlist { margin:0 !important; padding:0 !important; }
      .errorlist li { font-size:1em !important; display:block; padding:4px 5px 4px 25px; margin:0 0 3px 0; border:1px solid red; color:white; background:red url(../img/admin/icon_alert.gif) 5px .3em no-repeat; }
      td ul.errorlist { margin:0 !important; padding:0 !important; }
      td ul.errorlist li { margin:0 !important; } 
      .error { background:#ffc; }
      .error input, .error select { border:1px solid red; }
      div.system-message { background: #ffc; margin: 10px; padding: 6px 8px; font-size: .8em; }
      div.system-message p.system-message-title { padding:4px 5px 4px 25px; margin:0; color:red; background:#ffc url(../img/admin/icon_error.gif) 5px .3em no-repeat; }
      .description { font-size:1em; padding:5px 0 0 12px; }
      
      /* BREADCRUMBS */
      div.breadcrumbs { background:white url(../img/admin/nav-bg-reverse.gif) 0 -10px repeat-x; padding:2px 8px 3px 8px; font-size:.9em;  color:#999;  border-top:1px solid white; border-bottom:1px solid #ccc; text-align:left; }
      
      /* ACTION ICONS */
      .addlink { padding-left:12px; background:url(../img/admin/icon_addlink.gif) 0 .2em no-repeat; }
      .changelink { padding-left:12px; background:url(../img/admin/icon_changelink.gif) 0 .2em no-repeat; }
      .deletelink { padding-left:12px; background:url(../img/admin/icon_deletelink.gif) 0 .25em no-repeat; }
      a.deletelink:link, a.deletelink:visited { color:#CC3434; }
      a.deletelink:hover { color:#993333; }
      
      /* OBJECT TOOLS */
      .object-tools { font-size:.8em; font-weight:bold; font-family:Arial,Helvetica,sans-serif; padding-left:0; float:right; position:relative; margin-top:-2.4em; margin-bottom:-2em; }
      .form-row .object-tools { margin-top:5px; margin-bottom:5px; float:none; height:2em; padding-left:3.5em; }
      .object-tools li { display:block; float:left; background:url(../img/admin/tool-left.gif) 0 0 no-repeat; padding:0 0 0 8px; margin-left:2px; height:16px; }
      .object-tools li:hover { background:url(../img/admin/tool-left_over.gif) 0 0 no-repeat; }
      .object-tools a:link, .object-tools a:visited { display:block; float:left; color:white; padding:.1em 14px .1em 8px; height:14px; background:#999 url(../img/admin/tool-right.gif) 100% 0 no-repeat; }
      .object-tools a:hover, .object-tools li:hover a { background:#5b80b2 url(../img/admin/tool-right_over.gif) 100% 0 no-repeat; }
      .object-tools a.viewsitelink, .object-tools a.golink { background:#999 url(../img/admin/tooltag-arrowright.gif) top right no-repeat; padding-right:28px; }
      .object-tools a.viewsitelink:hover, .object-tools a.golink:hover { background:#5b80b2 url(../img/admin/tooltag-arrowright_over.gif) top right no-repeat; }
      .object-tools a.viewsitelink:hover, .object-tools a.golink:hover { background:#5b80b2 url(../img/admin/tooltag-arrowright_over.gif) top right no-repeat; }
      .object-tools a.addlink { background:#999 url(../img/admin/tooltag-add.gif) top right no-repeat; padding-right:28px; }
      .object-tools a.addlink:hover { background:#5b80b2 url(../img/admin/tooltag-add_over.gif) top right no-repeat; }
      
      /* OBJECT HISTORY */
      table#change-history { width:100%; }
      table#change-history tbody th { width:16em; }
      

      คราวหน้า ถ้าจะปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม เพียงเปลี่ยนเฉพาะบรรทัดแรกจาก 84% ไปเป็นตัวเลขอื่นก็ปรับเฉพาะตัวนี้ตัวเดียว
      เมื่อแปลงแล้วได้ภาพดังนี้
      ปรับปรุง css ของหน้า admin

    Topic: 

    python: เกร็ดความรู้ของภาษา

    รวบรวมเกร็ดการทดลอง นำมาเขียนไว้กันลืม

    ที่เหลือ พยายามเขียนลงไว้ใน Python Book แทน เพื่อเอาไว้อ้างอิง

    Topic: 

    python: pass by reference

    ไพธอนไม่สามารถผ่านค่าไปยังฟังก์ชั่นแบบ "ผ่านค่าโดยการอ้างอิง" ได้
    มีวิธีโดยอ้อมคือผ่านค่าโดยใช้ list หรือ dictionary ซึ่งเป็น mutable object

    >>> def x(i):
    ...    i[0] += 1
    ...
    
    >>> i = 5
    >>> a = [i]
    >>> x(a)
    >>> a
    [6]
    >>> i = a[0]
    >>> i
    6
    

    python: คำสั่ง exec

    Python มีคำสั่ง exec ที่ใช้ในการแทนค่าตัวแปรแล้วรันคำสั่งแบบพลวัต (dynamicly)
    บันทึกพฤติกรรมของ exec ไว้ดังนี้

    การใช้งาน
    >>> var='123'
    >>> a='print %s' % (var)
    >>> exec a    # OR exec(a)
    123
    การกำหนดตัวแปร var ใหม่ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการแทนค่าจากครั้งก่อน ต้องกำหนดใหม่ทั้งสองครั้ง
    >>> var=456
    >>> exec a
    123
    >>> a='print %s' % (var)
    >>> exec a
    456
    
    การแทนค่า ไพธอนจะแทนค่าทุกสิ่งทุกอย่างของตัวแปร ลงไปในคำสั่ง
    เวลาใช้กับตัวแปร string ต้องใส่เครื่องหมาย quot ซ้อนด้วย
    >>> var='abc'
    >>> a='print %s' % (var)
    >>> exec a
    Traceback (most recent call last):
      File "<stdin>", line 1, in ?
      File "<string>", line 1, in ?
    NameError: name 'abc' is not defined
    
    >>> var='"abc"'
    >>> a='print %s' % (var)
    >>> exec a
    abc

    ยกเว้นกรณีคำสั่ง import ต้องใช้แบบปกติ

    >>> var='re'
    >>> a='import %s' % (var)
    >>> exec a
    >>> dir(re)
    ['DOTALL', 'I', 'IGNORECASE', 'L', 'LOCALE', 'M', 'MULTILINE', 'S', 'U', 'UNICODE', 'VERBOSE', 'X', '__all__', '__builtins__', '__doc__', '__file__', '__name__', 'compile', 'engine', 'error', 'escape', 'findall', 'finditer', 'match', 'purge', 'search', 'split', 'sub', 'subn', 'template']
    Topic: 

    python: ทำ ComplexDict แบบนึง

    อยากได้ดิกฯ แบบที่สามารถเติมข้อมูลได้ ทั้งแนวกว้างและแนวลึก
    และให้เป็นข้อมูลแบบ Stack ด้วย
    เราใช้วิธีการสร้างลิสต์ในดิกฯ โดย
    สร้างคลาสชื่อ ComplexDict ดังนี้

    class ComplexDict:
      def __init__(self, key):
        self.__list__ = []
        key = str(key)
        self.__list__.append([key,[]])
    
      def add_key(self, key):
        if not self.has_key(key):
          self.__list__.append([key,[]])
    
      def __repr__(self):
        return repr(dict(self.__list__))
    
      def __getitem__(self, key):
        _keys = self.keys()
        if key in _keys:
          index = _keys.index(key)
          return self.__list__[index][1]
    
      def __delitem__(self, key):
        if self.has_key(key):
          self[key] = []
          self.__list__.remove([key,[]])
    
      def __setitem__(self, key, val):
        self.add_key(key)
        index = self.keys().index(key)
        self.__list__[index][1] = [val]
    
      def keys(self):
        return [i[0] for i in self.__list__]
    
      def values(self):
        return [i[1] for i in self.__list__]
    
      def has_key(self, key):
        if key in self.keys():
          return True
        else:
          return False
    

    ทดสอบ

    >>> s=ComplexDict('a')
    
    >>> s
    {'a': []}
    
    >>> s.add_key('b')
    >>> s
    {'a': [], 'b': []}
    
    >>> s['a']=1
    >>> s['a'].append(2)
    >>> s
    {'a': [1, 2], 'b': []}
    
    >>> s['a']=2
    >>> s
    {'a': [2], 'b': []}
    
    >>> s['b']=ComplexDict('c')
    >>> s
    {'a': [2], 'b': [{'c': []}]}
    
    >>> s.keys()
    ['a', 'b']
    
    >>> s.values()
    [[2], [{'c': []}]]
    
    >>> s.__list__
    [['a', [2]], ['b', [{'c': []}]]]
    

    ข้อเสียคือยังเข้าถึงข้อมูลยาก

    >>> s['b']
    [{'c': []}]
    
    >>> s['b'][0]['c']
    []
    >>> s['b'][0]['c'] = 5
    >>> s['b'][0]['c']
    [5]
    
    >>> s
    {'a': [2], 'b': [{'c': [5]}]}
    >>> 
    

    python: ทำ StackDict

    ข้อมูลชนิดดิกชันนารี่ของไพธอน ดีหลายอย่าง แต่เสียตรงไม่สามารถทำงานแบบ Stack (First in, Last out) ได้

    ลองเขียนคลาสง่าย ๆ สร้าง tuple ใน list เพื่อเลียนแบบดิกชันนารี่ที่สามารถเก็บข้อมูลเป็น stack ได้

    class StackDict:
    
      def __init__(self):
        self.data = []
        self._keys = []
        self._items = []
    
      def __repr__(self):
        return repr(dict(self.data))
    
      def __setitem__(self, key, item):
        if key in self._keys:
          index = self._keys.index(key)
          self.data[index] = (key, item)
          self._items[index] = item
        else:
          self.data.append((key, item))
          self._keys.append(key)
          self._items.append(item)
    
      def __getitem__(self, key):
        index = self._keys.index(key)
        return self._items[index]
    
      def __delitem__(self, key):
        index = self._keys.index(key)
        self.data.remove((key,self._items[index]))
        self._keys.remove(key)
        self._items.remove(self._items[index])
    
      def dict(self):
        return dict(self.data)
    
      def has_key(self, key):
        if key in self._keys:
          return True
        else:
          return False
    
      def keys(self): return self._keys
    
      def values(self): return self._items
    
      def items(self): return self.data
    
      def clear(self): self.__init__()
    
      def copy(self):
        import copy
        return copy.copy(self)
    
      def pop(self, key):
        item = self[key]
        del self[key]
        return item
    
      def getkey(self, index):
        return self._keys[index]
    
      def getvalue(self, index):
        return self._items[index]
    

    เมธอดยังไม่ครบแบบดิกชันนารี่จริง ๆ เราเอาแค่เมธอดที่เรียกใช้บ่อย

    ลองทดสอบดู

    >>> d = StackDict()
    >>> d['x']=1
    >>> d['a']=2
    >>> d['1']=3
    >>> d['b']=4
    
    >>> d
    {'a': 2, 'x': 1, '1': 3, 'b': 4}
    
    >>> d.getkey(0)
    'x'
    
    >>> d.data
    [('x', 1), ('a', 2), ('1', 3), ('b', 4)]
    
    >>> d.getvalue(0)
    1
    
    >>> d.getkey(-1)
    'b'
    
    >>> d.getvalue(-1)
    4
    

    python: บันทึกเรื่อง default argument

    default agrument มีประโยชน์ในการกำหนดค่าปริยายให้กับตัวแปรที่ส่งผ่านไปให้ฟังก์ชั่น
    ขอยกตัวอย่างเป็นคลาสแทน

    >>> class X:
    ...   def __init__(self, a=1, b=2):
    ...     self.a = a
    ...     self.b = b
    ...     print "X.a=%s, X.b=%s" % (self.a, self.b)
    ... 
    
    >>> x = X()
    X.a=1, X.b=2
    
    >>> x = X(11)
    X.a=11, X.b=2
    
    >>> x = X(a=111)
    X.a=111, X.b=2
    
    >>> x = X(b=222)
    X.a=1, X.b=222
    

    ตัวแปร a และ b เป็นตัวแปรที่เป็น default argument

    การสืบทอดคลาสมักนิยมใช้รูปแบบอาร์กิวเมนต์เป็น *argv **keyw
    เพื่อหลีกเลี่ยงการกำหนดอาร์กิวเมนต์ใหม่
    โดยไพธอนจะแทนอาร์กิวเมนต์ที่ต้องกำหนดค่าให้ด้วยตัวแปร argv เป็นข้อมูลชนิด tuple
    และแทนอาร์กิวเมนต์ที่มีค่าปริยายกำหนดไว้แล้วด้วยตัวแปร keyw เป็นข้อมูลชนิด dictionaries
    เช่น

    class Y(X):
      def __init__(self, *argv, **keyw):
        self.__parent = X
        self.__parent.__init__(self, *argv, **keyw)
    

    ตัวแปรทั้งหมด จะส่งผ่านไปให้คลาส X

    เราสามารถดักและเปลี่ยนแปลงค่าในอาร์กิวเมนต์ได้ ดังนี้

    >>> class Y(X):
    ...   def __init__(self, *argv, **keyw):
    ...     if keyw.has_key("a") and keyw["a"] > 111: keyw["a"]=111
    ...     self.__parent = X
    ...     self.__parent.__init__(self, *argv, **keyw)
    ... 
    
    >>> y = Y()
    X.a=1, X.b=2
    
    >>> y = Y(a=999999)
    X.a=111, X.b=2
    

    python: บันทึกเรื่อง thread

    ทีแรกจะศึกษาเพื่อเอามาทำ session แต่คิดว่าคงไม่ค่อยเหมาะ เพราะเปลืองหน่วยความจำ
    ขอบันทึกไว้หน่อยครับ

    สมมุติว่าต้องการทำคำสั่ง print "ABC" เมื่อเวลาผ่านไป 30 วินาที
    แบบแรกใช้โมดูล threading ใช้คำสั่งว่า

    >>> def p():
    ...  print "ABC"
    ...
    
    >>> import threading
    >>> ss = threading.Timer(30, p)
    >>> ss.start()
    (ผ่านไป 30 วินาที) ABC
    

    จับการทำงานของโปรเซสด้วย top ได้ว่า 0.0%CPU 2.7%MEM
    มีข้อเสียคือ ออกจากเชลล์ของไพธอนไม่ได้ เพราะต้องรอให้เธรดจบก่อน (ด้วยคำสั่ง ss.cancel() )

    แบบที่สองใช้โมดูล thread เฉย ๆ
    ใช้คำสั่งดังนี้

    >>> def p():
    ...   time.sleep(30)
    ...   print "ABC"
    ...
    
    >>> import thread, time
    >>> ss = thread.start_new_thread(p, ())
    (ผ่านไป 30 วินาที) ABC
    

    จับด้วย top ได้ว่า 0.0%CPU 1.1%MEM
    ข้อดีคือ ออกจากเชลล์ไพธอนได้เลย (แต่โปรเซสก็ตายด้วย)
    ข้อเสียคือ หยุดการทำงานของเธรดไม่ได้

    Topic: 

    python: บันทึกเรื่องการรันเชลล์

    ไพธอนมีคำสั่งในการรันเชลล์ คือ os.system
    เช่น สมมุติว่าต้องการรันคำสั่ง ls

    >>> import os
    
    >>> exitstatus = os.system('ls')
    FILE1.TXT  FILE2.TXT  FILE3.TXT
    
    >>> exitstatus
    0
    

    แต่ถ้าเราต้องการนำเข้าการแสดงผลจากเชลล์ เข้ามาในตัวแปรในไพธอน จะใช้อีกโมดูลนึงคือ commands
    เช่น

    >>> import commands
    
    >>> exitstatus, outtext = commands.getstatusoutput('ls')
    
    >>> exitstatus
    0
    
    >>> outtext
    'FILE1.TXT\nFILE2.TXT\nFILE3.TXT'
    
    >>> outtext.split('\n')
    ['FILE1.TXT', 'FILE2.TXT', 'FILE3.TXT']
    

    อ้างอิง
    Google Groups: Command shell access within Python

    Topic: 

    python: บันทึกเรื่องคลาส

    การสืบทอดคลาสในไพธอน ถ้าเราสร้างเมธอด __init__ ขึ้นมาใหม่
    เขาจะไม่เรียกใช้เมธอด __init__ ของคลาสแม่โดยอัตโนมัติ
    เราจึงต้องเขียนสั่งให้เรียกเมธอดของคลาสแม่ด้วยตนเอง

    การอ้างถึงคลาสแม่ในไพธอน จะอ้างถึงแบบตรง ๆ เช่น

    >>> class X:
    ...   def __init__(self):
    ...   print "print from class X"
    ... 
    >>> class Y(X):
    ...   def __init__(self):
    ...     X.__init__(self)
    ...     print "print from class Y"
    ... 
    >>> y = Y()
    print from class X
    print from class Y
    >>> 
    

    หรือ

    >>> class Y(X):
    ...   def __init__(self):
    ...     self.__parent = X
    ...     self.__parent.__init__(self)
    ...     print "print from class Y"
    ... 
    

    แบบหลังจะมีประโยชน์ในการเรียกใช้คลาสแม่จากเมธอดอื่นในคลาสนั้น ๆ

    ถ้าเป็นการสืบทอดคลาสเพียงชั้นเดียว สามารถใช้พรอพเพอร์ตี้ __class__ และ __bases__ คือ

        self.__parent = self.__class__.__bases__[0]

    แต่พอสืบทอดกันเกินหนึ่งชั้นแล้ว การทำงานจะตีกันมั่ว

    python: บันทึกเรื่องคลาสอีกครั้ง

    มีอีกวิธีนึงในการที่จะให้คลาสลูกเรียกเมธอด __init__ โดยอัตโนมัติ นั่นคือเราจะไม่สร้างเมธอด __init__ ในคลาสลูก แต่สร้างเมธอดใหม่ที่เมธอด __init__ จะมาเรียกใช้อีกทีนึง

    ตัวอย่าง

    >>> class X:
    ...   def __init__(self,*argv,**keyw):
    ...     if len(self.__class__.__bases__) == 0:
    ...       self._parent = None
    ...     else:
    ...       self._parent = self.__class__.__bases__[0]
    ...     print self._parent
    ...     self.init(argv, keyw)
    ...   def init(self,*argv,**keyw):
    ...     pass
    ... 
    
    >>> class Y(X):
    ...   def init(self,*argv,**keyw):
    ...     print 'Print from class Y'
    ... 
    
    >>> class Z(Y):
    ...   pass
    ... 
    
    >>> y=Y()
    __main__.X
    Print from class Y
    
    >>> z=Z()
    __main__.Y
    Print from class Y
    

    python: โค๊ดที่ทดลองเขียน

    บันทึกโค๊ดที่ทดลองเขียน

    Topic: 

    หา factor

    หาค่า factor ของ 2 จำนวนเต็ม
    สมการคือ (nX * x) + (nY * y) = z
    รู้ x, y, และ z
    อยากทราบจำนวน nX และ nY ที่เป็นจำนวนเต็ม ว่ามีค่าเท่าไหร่มั่ง

    ตั้งชื่อโปรแกรมว่า d.calc2.py
    $ vi d.calc2.py

    #!/usr/bin/env python
    import sys
    if sys.argv[3]==None:
      nSum=input("Enter sum amount: ")
      nXparms = input("Enter x parms: ")
      nYparms = input("Enter y parms: ")
    else:
      nSum=eval(sys.argv[1])
      nXparms=eval(sys.argv[2])
      nYparms=eval(sys.argv[3])
    #
    nX=0
    nY=1
    print "nX*%f + nY*%f = %f" % (nXparms, nYparms, nSum)
    while nY>0:
      nY=float(nSum-nXparms*nX)/nYparms
      nRemain=float(nY-int(nY))
      if nRemain==0:
        print "nX=%i, nY=%i" % (nX,nY)
      #
      nX=nX+1
    #

    ทดลองเรียกใช้งาน
    $ ./d.calc2.py 50 1.5 2.5
    nX*1.500000 + nY*2.500000 = 50.000000
    nX=0, nY=20
    nX=5, nY=17
    nX=10, nY=14
    nX=15, nY=11
    nX=20, nY=8
    nX=25, nY=5
    nX=30, nY=2

    Topic: 

    แปลงไฟล์ จาก tis620 เป็น utf8

    วันนี้มีงานต้องแปลงไฟล์ จาก tis620 ไป utf8
    คำสั่งที่ต้องใช้คือ
    $ iconv -f tis620 -t utf8 -o NEWFILE.TXT OLDFILE.TXT

    แต่ปัญหาคือหลายไฟล์แปลงไม่ได้ เขาไม่ยอมแปลงให้
    อาจเป็นเพราะมีรหัสแปลกปลอมในไฟล์
    เลยเขียนสคริปต์ไว้ใช้แปลงเอง จะได้เผื่อสำหรับงานหน้าด้วย
    ตั้งชื่อว่า d.tis2utf เอาไว้ใน /usr/local/bin

    $ sudo touch /usr/local/bin/d.tis2utf
    $ sudo chmod 755 /usr/local/bin/d.tis2utf
    $ sudo vi /usr/local/bin/d.tis2utf

    #!/usr/bin/env python
    # CONVERT FILE CONTENT FROM tis620(cp874) TO utf8
    import sys,os
    
    # GLOBAL VARS
    decodec="cp874"
    encodec="utf8"
    #
    # VARIABLE decodec AND encodec CAN BE CHANGED.
    # POSSIBLE STANDARD ENCODINGS VALUES ARE:
    # ascii, big5, big5hkscs, cp037, cp424, cp437, cp500, cp737, cp775, cp850,
    # cp852, cp855, cp856, cp857, cp860, cp861, cp862, cp863, cp864, cp865,
    # cp866, cp869, cp874, cp875, cp932, cp949, cp950, cp1006, cp1026, cp1140,
    # cp1250, cp1251, cp1252, cp1253, cp1254, cp1255, cp1256, cp1257, cp1258,
    # euc_jp, euc_jis_2004, euc_jisx0213, euc_kr, gb2312, gbk, gb18030, hz,
    # iso2022_jp, iso2022_jp_1, iso2022_jp_2, iso2022_jp_2004, iso2022_jp_3,
    # iso2022_jp_ext, iso2022_kr, latin_1, iso8859_2, iso8859_3, iso8859_4,
    # iso8859_5, iso8859_6, iso8859_7, iso8859_8, iso8859_9, iso8859_10,
    # iso8859_13, iso8859_14, iso8859_15, johab, koi8_r, koi8_u, mac_cyrillic,
    # mac_greek, mac_iceland, mac_latin2, mac_roman, mac_turkish, ptcp154,
    # shift_jis, shift_jis_2004, shift_jisx0213, utf_16, utf_16_be, utf_16_le,
    # utf_7, utf_8, utf_8_sig
    #
    # PLEASE SEE http://docs.python.org/lib/standard-encodings.html
    # FOR MORE INFORMATION.
    
    
    def usage(progname):
        print "Usage: %s FILE" % (progname)
        print "Convert FILE from %s to %s, save old file in FILE.bak" % (decodec,encodec)
    
    
    def cannotopenfile(filename):
        print "Cannot open file %s" % (filename)
    
    
    def genfilename(filename="",ext="new"):
        if filename=="":
            return ""
        #
        if ext.lower()=="new":
            ext="new"
        #
        if ext.lower()!="new" and ext.lower()!="bak":
            ext="bak"
        #
        if os.path.exists(filename+"."+ext):
            i=0
            while os.path.exists(filename+"."+ext+str(i)) and (i < 1000):
                i=i+1
            #
            if i>999:
                return ""
            #
            return filename+"."+ext+str(i)
        else:
            return filename+"."+ext
        #
    
    
    def convertfile(fs_old, fs_new):
        for eachline in fs_old:
            try:
                newline=eachline.decode(decodec).encode(encodec)
            except:
                newline=eachline
            #
            fs_new.write(newline)
        #
        return True
       
    
    if __name__=="__main__":
        progname=os.path.basename(sys.argv[0])
        try:
            oldfile=sys.argv[1]
        except:
            usage(progname)
            sys.exit(1)
        #
        try:
            fsold=open(oldfile)
        except:
            cannotopenfile(oldfile)
            sys.exit(1)
        #
        newfile=genfilename(oldfile,"new")
        if newfile=="":
            print "Cannot save backup file"
            sys.exit(1)
        #
        try:
            fsnew=open(newfile,"w")
        except:
            cannotopenfile(newfile)
            sys.exit(1)
        #
        if convertfile(fsold,fsnew)==False:
            fsold.close()
            fsnew.close()
            print "Convert file %s faild" % (oldfile)
            sys.exit(1)
        #
        fsold.close()
        fsnew.close()
        bakfile=genfilename(oldfile,"bak")
        if bakfile=="":
            print "Cannot create bakup file, so utf8-file is %s" % (newfile)
            sys.exit(1)
        #
        os.rename(oldfile,bakfile)
        os.rename(newfile,oldfile)
        print "Convert %s success, save backup file in %s" % (oldfile,bakfile)

    วิธีใช้ก็สั่ง d.tis2utf FILENAME.TXT
    จะได้ FILENAME.TXT เป็นรหัส utf8 และ FILENAME.TXT.bak เป็นไฟล์เก่า

    (ใครเขียนไพธอนเก่ง ๆ ฝากแนะนำด้วยครับ อยากเขียนให้กระชับ และดูง่าย)

    แปลงไฟล์ จาก utf8 กลับเป็น tis620

    มีงานต้องแปลงไฟล์กลับ เลยเขียนโค๊ดอีกทีนึง
    ( งานที่ทำคือ สันติรำลึก เป็นการแปลงไฟล์กลับจาก Word มาเป็น HTML แบบ tis-620 )

    #!/usr/bin/env python
    # CONVERT FILE CONTENT FROM utf8 TO tis620
    import sys,os
    
    # GLOBAL VARS
    decodec="utf8"
    encodec="cp874"
    #
    # VARIABLE decodec AND encodec CAN BE CHANGED.
    # ALL STANDARD ENCODINGS IS:
    # ascii, big5, big5hkscs, cp037, cp424, cp437, cp500, cp737, cp775, cp850,
    # cp852, cp855, cp856, cp857, cp860, cp861, cp862, cp863, cp864, cp865, 
    # cp866, cp869, cp874, cp875, cp932, cp949, cp950, cp1006, cp1026, cp1140,
    # cp1250, cp1251, cp1252, cp1253, cp1254, cp1255, cp1256, cp1257, cp1258,
    # euc_jp, euc_jis_2004, euc_jisx0213, euc_kr, gb2312, gbk, gb18030, hz,
    # iso2022_jp, iso2022_jp_1, iso2022_jp_2, iso2022_jp_2004, iso2022_jp_3,
    # iso2022_jp_ext, iso2022_kr, latin_1, iso8859_2, iso8859_3, iso8859_4,
    # iso8859_5, iso8859_6, iso8859_7, iso8859_8, iso8859_9, iso8859_10,
    # iso8859_13, iso8859_14, iso8859_15, johab, koi8_r, koi8_u, mac_cyrillic,
    # mac_greek, mac_iceland, mac_latin2, mac_roman, mac_turkish, ptcp154,
    # shift_jis, shift_jis_2004, shift_jisx0213, utf_16, utf_16_be, utf_16_le,
    # utf_7, utf_8, utf_8_sig
    #
    # SEE http://docs.python.org/lib/standard-encodings.html
    # FOR MORE INFORMATION.
    
    
    def usage(progname):
        print "Usage: %s FILE" % (progname)
        print "Convert FILE from %s to %s, save old file in FILE.bak" % (decodec,encodec)
    
    
    def cannotopenfile(filename):
        print "Cannot open file %s" % (filename)
    
    
    def genfilename(filename="",ext="new"):
        if filename=="":
            return ""
        #
        if ext.lower()=="new":
            ext="new"
        #
        if ext.lower()!="new" and ext.lower()!="bak":
            ext="bak"
        #
        if os.path.exists(filename+"."+ext):
            i=0
            while os.path.exists(filename+"."+ext+str(i)) and (i < 1000):
                i=i+1
            #
            if i>999:
                return ""
            #
            return filename+"."+ext+str(i)
        else:
            return filename+"."+ext
        #
    
    
    def replace_invalid_char(line,utf_char,tis_char):
        return line.replace(utf_char,tis_char)
    
    
    def convertline(line):
        # CHECK INVALID CHAR
        line=replace_invalid_char(line,"\xe2\x80\x98","'")
        line=replace_invalid_char(line,"\xe2\x80\x99","'")
        line=replace_invalid_char(line,"\xe2\x80\x9c",'"')
        line=replace_invalid_char(line,"\xe2\x80\x9d",'"')
        line=replace_invalid_char(line,"\xe2\x80\xa6","...")
        line=replace_invalid_char(line,"\xef\x9c\x8f","\xe0\xb8\x8d") #YOR YING
        line=replace_invalid_char(line,"\xef\x9c\x9a","\xe0\xb8\xba") #PINTU
        line=replace_invalid_char(line,"\xe2\x80\x93","-")
        line=replace_invalid_char(line,"\xef\x82\xae","->")
        line=replace_invalid_char(line,"\xef\xa3\x82","") # UNKNOWN
        line=replace_invalid_char(line,"\xef\xa3\x83","") # UNKNOWN
        return line.decode(decodec).encode(encodec)
    
    
    def convertfile(fs_old, fs_new):
        for eachline in fs_old:
            newline=convertline(eachline)
    #        try:
    #            newline=convertline(eachline)
    #        except:
    #            newline=eachline
    #        #
            fs_new.write(newline)
        #
        return True
        
    
    if __name__=="__main__":
        progname=os.path.basename(sys.argv[0])
        try:
             oldfile=sys.argv[1]
        except:
             usage(progname)
             sys.exit(1)
        #
        try:
             fsold=open(oldfile)
        except:
             cannotopenfile(oldfile)
             sys.exit(1)
        #
        newfile=genfilename(oldfile,"new")
        if newfile=="":
             print "Cannot save backup file"
             sys.exit(1)
        #
        try:
             fsnew=open(newfile,"w")
        except:
             cannotopenfile(newfile)
             sys.exit(1)
        #
        if convertfile(fsold,fsnew)==False:
             fsold.close()
             fsnew.close()
             print "Convert file %s faild" % (oldfile)
             sys.exit(1)
        #
        fsold.close()
        fsnew.close()
        bakfile=genfilename(oldfile,"bak")
        if bakfile=="":
             print "Cannot create bakup file, so utf8-file is %s" % (newfile)
             sys.exit(1)
        #
        os.rename(oldfile,bakfile)
        os.rename(newfile,oldfile)
        print "Convert %s success, save backup file in %s" % (oldfile,bakfile)
    

    โค๊ดยังไม่เรียบร้อยดี แต่ขอแปะโค๊ดไว้ก่อน

    แปลงรหัส Id3 จาก cp874 เป็น utf8

    จาก ThaiLinuxCafe: แก้ไข ID3Tags ใน mp3 ให้ใช้กับ Amarok 1.4 และ Noatun

    ใช้แปลงไฟล์ mp3 จากการเข้ารหัสแบบ cp874 มาเป็นยูนิโค๊ด utf8
    ตัวโปรแกรมจะแปลงชื่อไฟล์และ ID3 Tags ในไฟล์
    ถ้าจะนำไปใช้ โปรดใช้ด้วยความระมัดระวัง
    เพราะไม่ได้เขียนฟังก์ชั่นการเตือนไว้ด้วยครับ

    ตั้งชื่อไฟล์ว่า d.tags2utf8
    $ sudo touch /usr/local/bin/d.tags2utf8
    $ sudo chmod 755 /usr/local/bin/d.tags2utf8
    $ sudo vi /usr/local/bin/d.tags2utf8

    #!/usr/bin/env python
    """
    Convert ID3 Tags from CP874 to UTF8 and auto rename file
    recursive into subdirectory.
    
    Coding from Khun pong_th's article at:
    http://www.thailinuxhosting.com/yabbse/index.php?board=6;action=display;threadid=9429
    """
    # 49-11-18 ADD ID3V1 CONVERSION
    
    import os
    
    # GLOBAL VARIABLE
    skel=".mp3"
    decodec="cp874"
    encodec="utf8"
    
    
    def d_passcheck_invalid_char(string):
        if string=="":
            return False
        i=0
        for ch in ['\x00','\xff']:
            i=i+1
            if ch in string:
                print "%d CH IN STRING %s" % (i,string)
                return False
            #
        #
        return True
    
    
    def d_convert(string):
        string=string.split('\00')[0]     # TRIM '\x00' CHARACTER
        if d_passcheck_invalid_char(string):
            return string.decode(decodec).encode(encodec)
        else:
            return string
        #
    
    
    def d_rename2utf8(dir,strname):
        """Convert coding from TIS-620 to UTF-8."""
    
        for i in strname:
            if i>'\x7f':
                # CHECK FOR UTF STRING
                if i=='\xe0':
                    return strname
                newstr=d_convert(strname)
                print "rename file: %s -> %s" % (strname,newstr)
                os.rename(dir+os.sep+strname, dir+os.sep+newstr)
                return newstr
            #
        #
        return strname
    
    
    def d_getID3V1data(fstream):
        """Get old tags format
        From: http://www.faqs.org/docs/diveintopython/fileinfo_files.html"""
    
        # ID3V1 format (from:http://www.id3.org/id3v2-00.txt)
        # Field      Length    Offsets
        # Tag        3           0-2
        # Songname   30          3-32
        # Artist     30         33-62
        # Album      30         63-92
        # Year       4          93-96
        # Comment    30         97-126
        # Genre      1           127
    
        fstream.seek(-128,2)
        tags=fstream.read(128)
        fstream.seek(0)
        return [tags[3:32],tags[33:62],tags[63:92],tags[93:96],tags[97:126],tags[127]]
    
        
    def d_write_eachtags(fstream,tagstitle,tagsdata):
        fstream.write(tagstitle+'\x00\x00\x00')
        fstream.write(chr(len(tagsdata)+1)+'\x00\x00\x03')
        fstream.write(tagsdata)
        return
    
    
    def d_change_tags2utf8(filename):
        """Change ID3 Tags content from cp874 to utf8"""
    
        fstream=open(filename,"r+b")
        ispass=False
        if fstream.read(3)=="ID3":
            # READ ID3 TAGS DATA
            fstream.read(6)
            nbyte=ord(fstream.read(1))
            ltags=[]
            ctagsname=fstream.read(4)
            while ctagsname in ["TIT2","TPE1","TALB"]:
                fstream.read(3)
                ntagsbyte=ord(fstream.read(1))
                fstream.read(3)
                ctagscontent=fstream.read(ntagsbyte-1)
                ltags.append([ctagsname,ntagsbyte,ctagscontent])
                ctagsname=fstream.read(4)
            #
            # CONVERT TO utf8
            nnewbyte=0
            for eachtags in ltags:
                if not '\xe0' in eachtags[2]:
                    eachtags[2]=d_convert(eachtags[2])
                    if not ispass:
                        ispass=True
                    #
                else:
                    print "File %s already in utf8 format." % (filename)
                    fstream.close()
                    return False
                #
                eachtags[1]=len(eachtags[2])
                nnewbyte=nnewbyte+4+3+3+eachtags[1]+1 
            #
            # WRITE BACK CONVERTED DATA
            fstream.seek(9)
            fstream.write(chr(nnewbyte))
            for eachtags in ltags:
                d_write_eachtags(fstream,eachtags[0],eachtags[2])
            #
            if nnewbyte<nbyte:
                for i in range(nbyte-nnewbyte): 
                    fstream.write('\x00')
                #
            #
            if ispass:
              print "Id3 Tags: file %s converted" % (filename)
            #
        else:
            # CHECK FOR ID3V1
            fstream.seek(0)
            wholefile=fstream.read(-1)
            if 'TAG' in wholefile:
                ltags=d_getID3V1data(fstream)
                nnewbyte=0
                for i in range(len(ltags)):
                    ltags[i]=d_convert(ltags[i])
                    if d_passcheck_invalid_char(ltags[i]):
                        nnewbyte=nnewbyte+len(ltags[i])+4+3
                    #
                #
                fstream.close()
                fstream=open(filename,"w")
                fstream.write('ID3'+'\x04\x00\x00\x00\x00\x08')
                fstream.write(chr(nnewbyte))
                # Songname   30          3-32  :TIT2
                # Artist     30         33-62  :TPE1
                # Album      30         63-92  :TALB
                # Year       4          93-96  :TDOR
                # Comment    30         97-126 :COMM
                # Genre      1           127   :----
                print ltags[0]
                if d_passcheck_invalid_char(ltags[0]):
                    d_write_eachtags(fstream,'TIT2',ltags[0])
                if d_passcheck_invalid_char(ltags[1]):
                    d_write_eachtags(fstream,'TPE1',ltags[1])
                if d_passcheck_invalid_char(ltags[2]):
                    d_write_eachtags(fstream,'TALB',ltags[2])
                if d_passcheck_invalid_char(ltags[3]):
                    d_write_eachtags(fstream,'TDOR',ltags[3])
                if d_passcheck_invalid_char(ltags[4]):
                    d_write_eachtags(fstream,'COMM',ltags[4])
                # DISCARD Genre TAGS
                for i in range(1016):
                    fstream.write('\x00')
                #
                fstream.write(wholefile)
            else:
                print "ID3 Tags not found in %s" % (filename)
            #    
        #
        fstream.close()
        
    
    def process_dir(dir):
        """Process all files in the folder"""
    
        for f in os.listdir(dir):
            file = dir + os.sep + f
            if os.path.isdir(file):
                print "Enter directory %s" % (file)
                process_dir(file)
                print "---exit directory %s" % (file)
            #
            if f[-4:]==skel:
                # DO CONVERT FILENAME
                file=d_rename2utf8(dir,file)
                # DO CHANGE ID3 TAGS
                d_change_tags2utf8(file) 
            #
        #
        return
    
    def main():
        """main routine"""
    
        process_dir('.')
        return
    
    if __name__=='__main__':
        main()
    

    python : แตกไฟล์ JPG จากไฟล์ภาพ Canon

    มีโจทย์อยู่คือ
    เวลาไปเที่ยวหรือมีงานที่ต้องถ่ายภาพเป็นจำนวนมาก เกินการ์ดหน่วยความจำที่มีอยู่
    เวลาการ์ดเต็ม ก็ต้องถ่ายออกมาเก็บไว้ในโน๊ตบุ๊ก

    ปัญหาคือเวลาจะดูภาพจากโน๊ตบุ๊ก ซึ่งสเปคเครื่องต่ำมาก โหลดไฟล์ภาพใหญ่ ๆ ไม่ไหว มันจะดูได้ช้ามาก ๆ ดูภาพ 10 ภาพ ใช้เวลาไป 15 นาที

    ทางแก้คือคัดลอกไฟล์ภาพมาแปลงเป็นไฟล์เล็ก (อาจจะแปลงด้วย gimp หรือ imagemagick ก็ได้) แต่เนื่องจากสเปคเครื่องต่ำมาก แปลงไฟล์แต่ละครั้งกินเวลาเป็นชั่วโมง ไม่ทันต่อเหตุการณ์

    ทางออกอีกทางคือไปแตกเอาไฟล์ JPG อันเล็ก ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ไฟล์ตัวจริงซึ่งใหญ่มาก เอาออกมาแทน วิธีนี้จะทำงานได้รวดเร็วกว่ามาก

    เคยเขียน C ไว้เป็นไฟล์เล็ก ๆ บนวินโดวส์ แต่เที่ยวนี้ผมลองเอามาคอมไพล์บนลินุกส์ ปรากฎว่าคอมไพล์ไม่ผ่าน และภาษา C ก็ลืมสิ้นแล้ว อย่ากระนั้นเลย พึ่งไพธอนดีกว่า

    ผมใช้กล้อง Canon และเราจะแตกไฟล์ JPG อันเล็ก ซึ่งเป็นไฟล์ลำดับที่ 3 ที่ซ่อนอยู่ในไฟล์ใหญ่ เลยตั้งชื่อโปรแกรมว่า canon3.py

    เวลาใช้งานก็สั่ง
    $ ./canon3.py FILENAME.JPG
    ก็จะแตกไฟล์ FILENAME.JPG ไปเป็น canon3/FILENAME.JPG

    หรือถ้าสั่ง
    $ ./canon3.py เฉย ๆ
    ก็จะควานหาทุกไฟล์ในไดเรกทอรี่ที่เป็น JPG หรือ CRW และแตกไฟล์ย่อยออกมาใส่ในไดเรกทอรี่ย่อย canon3

    โดยโปรแกรมจะคัดลอกเอาข้อมูล Exif ของกล้องติดไปด้วย (แต่ข้อมูลขนาดภาพใน Exif จะผิดจากความเป็นจริง ขี้เกียจแก้แล้วอ่ะ)

    ทดลองแล้วความเร็วใสการแตกไฟล์ดีมาก (ไพธอนนี่ดีกว่าที่คิดเยอะเลย)

    โค๊ดมีดังนี้

    #!/usr/bin/env python
    # EXTRACT THIRD jpg FILE IN Canon CAMERA
    #
    # jpg file format
    # start with: FF D8 FF E1 NN NN ...  (contain exif data to byte NN NN)
    # first JPG : FF D8 ... FF D9 (thumbnail)
    # second JPG: FF D8 ... FF D9 (real JPG)
    # third JPG : FF D8 ... FF D9 (hidden small JPG)
    # SKIP TO 2/3 OF FILE THEN SEARCH FOR THIRD #FFD8 TO #FFD9
    #
    
    import sys, os, string
    
    # VAR
    tag_beg="\xff\xd8"
    tag_end="\xff\xd9"
    subdir="canon3"
    file_skel=[".JPG",".jpg",".jpeg"]
    dir_skel=["DCIM","CANON"]
    
    # PROCEDURE
    def process_file(filename):
      for fskel in file_skel:
        if fskel in filename:
          #OPEN FILE IN BINARY MODE
          try:
            f = open(filename, 'rb')
          except:
            print 'Could not open file to read !', filename
            sys.exit(3)
          if f is None:
            print 'Error opening file ', filename
            sys.exit(3)
    
          # COPY EXIF HEADING TO NEW FILE IN SUBDIR canon3
          basename=os.path.basename(filename)
          print "%s -> %s/%s" % (basename,subdir,basename)
    
          if not os.path.exists(subdir):
            os.mkdir(subdir)
          #
          f_new=open(os.path.join(subdir,basename),"wb")
    
          # SEEK FF D8 FF E1 NN NN
          f.seek(4)
          offset_low=f.read(1)
          offset_hi=f.read(1)
          no_of_byte=ord(offset_low)*256+ord(offset_hi)-4
    
          ## print "no_of_byte=%i" % no_of_byte
    
          # WRITE TO NEW FILE
          f_new.write("\xff\xd8\xff\xe1"+offset_low+offset_hi+f.read(no_of_byte))
    
          # SEEK FOR THE REST 3RD JPG FILE
          # INCREASE SPEED BY SKIP TO 2/3 OF FILE
          f.seek(os.path.getsize(filename) * 2/3)
          is_found=False
          for i in f:
            if tag_beg in i:
              is_found=True
              # WRITE THIRD JPG TO NEW FILE
              f_new.write(tag_beg+i.split(tag_beg)[1])
    
              for j in f:
                if tag_end in j:
                  f_new.write(j.split(tag_end)[0]+tag_end)
                  break
                  f_new.close()
                else:
                  f_new.write(j)
                #
              #
              break
            #
          #
          f.close()
          if not is_found:
            print "third JPG file not found."
          #
        #
      #
    
    def process_dir(dirname):
      ## print "dirname=%s" % dirname
      for dskel in dir_skel:
        if dskel in dirname:
          print "enter %s" % dirname
          os.chdir(dirname)
          filelist=os.listdir(".")
          for i in filelist:
            if os.path.isdir(i):
              process_dir(i)
            else:
              process_file(i)
            #
          #
          print "exit %s" % dirname
          os.chdir("..")
        #
      #
    
    
    # MAIN PROG
    def main():
      if len(sys.argv) < 2:
        # PROCESS ALL FILE&DIR
        for filelist in os.listdir("."):
          if os.path.isdir(filelist):
            process_dir(filelist)
          else:
            process_file(filelist)
          #
        #
      else:
        filename = os.path.abspath(sys.argv[1])
        if os.path.isdir(filename):
          process_dir(filename)
        else:
          process_file(filename)
        #
      #
      print "finished"
    
    if __name__=="__main__":
            main()
    
    

    แถมอีกนิด
    ถ้าจะให้หมุนภาพอัตโนมัติด้วย ต้องใช้แพคเกจ jhead
    $ sudo apt-get install jhead
    $ jhead -autorot *

    ลดขนาดรูป

    ลดขนาดรูปพร้อมกับหมุนภาพอัตโนมัติ ทำลึกลงไปทุกไดเรคทอรี่

    $ sudo apt-get install imagemagick jhead
    $ sudo touch /usr/local/bin/d.canon5.py
    $ sudo chmod 0755 /usr/local/bin/d.canon5.py
    $ sudo vi /usr/local/bin/d.canon5.py

    #!/usr/bin/env python
    
    import sys, os, string
    
    # VAR
    subdir="canon3"
    file_skel=[".JPG",".jpg",".jpeg"]
    dir_skel=["DCIM","CANON","100EOS5D"]
    
    # PROCEDURE
    def process_file(filename):
      for fskel in file_skel:
        if fskel in filename:
          if not os.path.exists(subdir):
            os.mkdir(subdir)
          #
          print "convert %s -> %s" % (filename, os.path.join(subdir,filename))
          os.system('convert -resize 40%'+" %s %s" % (filename,os.path.join(subdir,filename)))
          os.system("jhead -autorot %s" % (os.path.join(subdir,filename)))
        #
      #
    
    
    def process_dir(dirname):
      ## print "dirname=%s" % dirname
      for dskel in dir_skel:
        if dskel in dirname:
          print "enter %s" % dirname
          os.chdir(dirname)
          filelist=os.listdir(".")
          for i in filelist:
            if os.path.isdir(i):
              process_dir(i)
            else:
              process_file(i)
            #
          #
          print "exit %s" % dirname
          os.chdir("..")
        #
      #
    
    # MAIN PROG
    def main():
      if len(sys.argv) < 2:
        # PROCESS ALL FILE&DIR
        for filelist in os.listdir("."):
          if os.path.isdir(filelist):
            process_dir(filelist)
          else:
            process_file(filelist)
          #
        #
      else:
        filename = os.path.abspath(sys.argv[1])
        if os.path.isdir(filename):
          process_dir(filename)
        else:
          process_file(filename)
        #
      #
      print "finished"
    
    
    if __name__=="__main__":
            main()
    
    Topic: 

    debian: บันทึก Raw Image 2

    ได้ลองใช้ ufraw แล้วรู้สึกว่าสีสวยกว่า dcraw

    ติดตั้งด้วย
    $ sudo aptitude install ufraw

    ทำงานแบบบรรทัดคำสั่ง
    $ cd /PATH/TO/IMAGE
    $ mkdir jpg
    $ for i in *cr2; do
    ufraw-batch \
    --wb=camera \
    --exposure=auto \
    --out-type=jpeg \
    --compression=96 \
    --out-path=./jpg \
    $i
    done

    เป็นการทำงานกับไฟล์ภาพนามสกุล cr2 โดยให้ผลิตไฟล์ jpg ไปอยู่ในโฟลเดอร์ชื่อ jpg

    เอามาจาก
    Linux Photography : Workflow (3) - quick RAW converting batch

    debian: บันทึกการทำงานกับไฟล์ภาพ cr2

    เพิ่งได้เริ่มหัดถ่ายภาพแบบ Raw ของกล้อง Canon มีนามสกุลเป็น .CR2

    ถ้าต้องการแบบบรรจง
    $ sudo aptitude install gimp gimp-ufraw
    เวลาเราใช้ Gimp เปิดไฟล์สกุล CR2 เขาจะขึ้นไดอะล๊อกมาให้ปรับค่าต่าง ๆ
    ส่วนใหญ่ก็จะปรับแค่ exposure-ความสว่าง กับ temperature-อุณหภูมิสี
    ของกล้อง canon 5d ลองดูแล้ว ค่าอุณหภูมิสีที่ออกมาดูดี อยู่ระหว่าง CameraWB กับ Daylight โดยอยู่ค่อนไปทาง CameraWB
    ค่าสีเขียวก็เหมือนกัน ปรับให้อยู่ระหว่างนี้
    ถ้าต้องการให้ออกมาในโทนเย็น ก็ปรับให้ค่อนไปทาง CameraWB
    แต่ถ้าต้องการให้ออกมาในโทนอุ่น ก็ปรับให้ค่อนไปทาง Daylight
    (AutoWB ออกมาไม่ดีเลย)
    ถ้าต้องการแบบบรรทัดคำสั่ง
    $ sudo aptitude install dcraw
    $ for i in *.CR2; do dcraw -c -q 3 -B 2 4 -w $i | cjpeg -quality 100 > `basename $i .CR2`.jpg; done

    เอามาจาก How to convert raw cr2 pictures with linux, and merge pictures by date and Exif data with jhead

    python: ค้นหา Python Document

    ทำตัวอย่างการค้นเนื้อหาไพธอน (20%)

    เสร็จประมาณ 10% แล้ว
    อยากให้ทำงานได้แบบ php help จัง

    update

    50-03-02
    • ทำต้นแบบตัวค้นหาแบบแยกคำเสร็จ ทดลองค้นคำได้แล้ว แต่ผลการค้นยังแย่อยู่
    • ทดลองเขียนการแสดงผลใหม่ แบบแยกเทมเพลต โดยใช้แท็ก <?py ... ?>
    50-03-12
    ทำ comment เสร็จแบบหยาบ ๆ
    50-03-14 ได้สัก 20%
    เริ่มโพสต์ comment แทรกตามเนื้อหา
    Topic: 

    python: ปรับปรุง multiple pages tif annotation

    ต่อเนื่องจากครั้งก่อนเรื่อง imagemagick: ทำ annotate ไฟล์ tif

    มีข้อบกพร่องเล็กน้อยคือ เวลาที่ inkscape นำเข้าไฟล์ tif จะกำหนดขนาดเป็นพิกเซลตามไฟล์ tif
    ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่า A4 พอสมควร (เทียบที่ค่าปริยายของ inkscape คือ 90dpi)
    ถ้าจะแก้ไขด้วยการปรับหน้ากระดาษและลดขนาดภาพใน inkscape ทุกครั้ง ก็ดูไม่ค่อยสะดวก
    และจะแก้ไขด้วยการลดขนาดพิกเซลของภาพ ก็เสียดายความละเอียด
    จึงทดลองแปลงสคริปต์ไฟล์เดิม จากการใช้เชลล์สคริปต์ของ bash มาเป็นไพธอนแทน ทั้งนี้เพียงเพื่อหาขนาดพิกเซลของภาพเท่านั้น (แทบไม่ได้ใช้ความสามารถจริง ๆ ของไพธอนเลย)
    วิธีการใช้แบบโกง ๆ หน่อย คือในครั้งแรกที่แตกไฟล์ เราสร้างไฟล์ svg ซึ่งเป็นไฟล์ xml ขึ้นมาเองเลย
    โดยให้เขียนค่าพิกเซลที่เหมาะสม คือลดหรือเพิ่มขนาดให้ไฟล์ภาพลงบนความกว้างของหน้ากระดาษ A4 ได้

    อย่าลืมต้องติดตั้งแพกเกจที่ต้องการก่อน
    $ sudo aptitude install imagemagick inkscape evince python python-imaging

    เนื้อไฟล์ตั้งชื่อว่า d.tifannotate.py มีดังนี้
    $ sudo vi /usr/local/bin/d.tifannotate.py

    #!/usr/bin/env python
    # ANNOTATE MULTIPLE PAGES TIF FILE
    # PREREQUISITE: inkscape imagemagick evince python-imaging
    
    import sys
    import os
    import commands
    try:
        import Image
    except:
        print "Missing PIL library, require packages python-imaging."
        sys.exit(1)
    
    #PARAMETER
    overwrite_new_file = True    #OVERWRITE image-new.tif
    __width = 744.09448819       #DEFAULT A4 SIZE IN PIXEL
    __height = 1052.3622047      #
    
    #REQUIRE PACKAGES
    packages = ( ("inkscape","inkscape"), ("convert","imagemagick"), ("evince","evince") )
    for i in range(len(packages)):
        exec("status, %s = commands.getstatusoutput('which %s')" % (packages[i][0], packages[i][0]) )
        if status != 0:
            print "Missing command %s, require packages %s." % (packages[i][0], packages[i][1],)
            sys.exit(1)
    
    #GLOBAL VARS
    err_open = "Cannot open file %s."
    
    #PROCEDURE
    def usage(progname):
        print "Annotate multiple pages TIF image."
        print "Usage: %s IMGFILE PAGES..." % (progname)
        print "Ex1  : %s image.tif 0 2 = Edit image.tif page 0 and page 2." % (progname)
    
    def errmsg(msg, *arg):
        if not '%s' in msg:
            return msg
        if type(arg)!=type([]):
            return msg % (arg)
        lmsg = msg.split('%s')
        for i in range(len(arg)):
            lmsg[1] = lmsg[0] + str(arg[i]) + lmsg[1]
            lmsg.pop(0)
        return '%s'.join(lmsg)
    
    def genfilename(filename="",tail="new",overwrite=True):
        if filename=="":
            return ""
        if tail.lower()=="new":
            tail="new"
        if tail.lower()!="new" and tail.lower()!="bak":
            tail="bak"
        name,ext = os.path.splitext(filename)
        if not overwrite and os.path.exists(name+'-'+tail+ext):
            i=0
            while os.path.exists(name+'-'+tail+str(i)+ext) and (i < 1000):
                i=i+1
            if i>999:
                return ""
            return name+"-"+tail+str(i)+ext
        else:
            return name+'-'+tail+ext
    
    def createsvg(tifname):
        img = Image.open(tifname)
        width, height = img.size
        newwidth = __width
        newheight = float(height)/width*newwidth
        file, ext = os.path.splitext(tifname)
        f = open(file+'.svg', 'w')
        f.write("""\
    <?xml version="1.0" encoding="UTF-8" standalone="no"?>
    <!-- Created with Inkscape (http://www.inkscape.org/) -->
    <svg
       xmlns:svg="http://www.w3.org/2000/svg"
       xmlns="http://www.w3.org/2000/svg"
       xmlns:xlink="http://www.w3.org/1999/xlink"
       version="1.0"
       width="%s"
       height="%s"
       id="svg2">
      <defs
         id="defs5" />
      <image
         xlink:href="%s"
         x="0"
         y="0"
         width="%s"
         height="%s"
         id="image9" />
    </svg>""" % (__width, __height, tifname, newwidth, newheight,))
        f.close()
        return
    
    #MAIN PROGRAM
    def main(tiffile, pages):
        newfile=genfilename(tiffile,"new",overwrite_new_file)
        if newfile=="":
             print "Cannot save backup file."
             sys.exit(1)
    
        #SPLIT FILE
        name,ext = os.path.splitext(tiffile)
        dirname = name+'~'
        if not os.path.exists(dirname):
    		os.mkdir(dirname)
        if not os.path.exists(os.path.join(dirname, name+'0'+ext)):
            os.system('%s %s %s' % (convert, tiffile, os.path.join(dirname,name)) +'%d'+ ext)
    
        #CREATE svg FILE IN SUBDIR
        os.chdir(dirname)
        filelist = [i for i in os.listdir(os.path.curdir) if i[-(len(ext)):]==ext ]
        for i in filelist:
            n,e = os.path.splitext(i)
            c = n+'.svg'
            if not os.path.exists(c):
                createsvg(i)
    
        #EDIT/ADD ANNOTATE
        for i in pages:
            if int(i) < len(filelist):
                c = str(i)
                os.system('%s %s.svg' % (inkscape, name+c,))
                os.system('%s -e %s.png %s.svg' % (inkscape, name+c, name+c,)) 
            else:
                print "Invalid page %s." % (i,)
        #MERGE BACK TO NEW NAME:convert img0.svg ... -adjoin -compress lzw ../img-new.tif
        allfile = ' '.join( [i for i in os.listdir(os.path.curdir) if i[-(4):]=='.png' ] )
        os.system('%s %s -adjoin -compress lzw %s' % (convert, allfile, os.path.join(os.path.pardir,newfile), ))
        #CHDIR BACK
        os.chdir(os.path.pardir)
        print "Annotate %s success, save new file in %s. Viewing with %s" % (tiffile,newfile,evince)
        os.system('%s %s' % (evince, newfile,))
        
    
    if __name__=="__main__":
        #sys.argv=[progname tiffile 0 1 2]
        progname=os.path.basename(sys.argv[0])
        try:
             tiffile=sys.argv[1]
        except:
             usage(progname)
             sys.exit(1)
        if not os.path.isfile(tiffile):
             print errmsg(err_open, tiffile)
             sys.exit(1)
        if len(sys.argv)<3:
             usage(progname)
             sys.exit(1)
        pages = sys.argv[2:]
        main(tiffile, pages)
    

    เรียกใช้เหมือนเดิมคือ
    $ d.tifannotate.py IMAGE.tif 0 1
    ได้ผลออกมาเป็น IMAGE-new.tif

    หมายเหตุ
    ถ้าต้องการพิมพ์จาก inkscape ต้องติดตั้งแพกเกจ cupsys-bsd ด้วย
    $ sudo aptitude install cupsys-bsd

    update 50-09-11

    • แก้บั๊กเรื่องตรวจสอบชื่อไฟล์
    • แก้บั๊ก convert แปลงฟอนต์ไทยไม่ตรง ด้วยการส่งออกจาก inkscape เป็น png ก่อน

    python: ลองเขียนสคริปต์ลบสแปม

    ลองเขียนสคริปต์ลบแสปม
    ใช้กับบอร์ด yabbse กับ smf

    ของ smf ยังไม่เสร็จ บันทึกเอาไว้เพื่อลองดูผลเท่านั้น
    ต้องเปลี่ยนแปลงสคริปต์ตามธีมที่ใช้ด้วย

    *** สคริปต์นี้ใช้กับ thailinuxhosting.com/yabbse เท่านั้น เพราะใส่โค๊ดที่แก้ปัญหาบอร์ดไว้ด้วยครับ

    #!/usr/bin/env python
    # -*- coding: utf-8 -*-
    
    user = "wd"
    password = "mypassword"
    enc_password = "XXXXXXXXXX"    # *** GET ENCRYPTED PASSWORD FROM BROWSER COOKIE
    site = "http://www.thailinuxhosting.com/yabbse" #"http://www.thaitux.info/smf"
    board = "yabbse"     # "smf", "yabbse"
    charset = "tis620"   # "utf8", "tis620"
    max_loop = 5         # = RECENT LIST OF BOARD
    root = "/home/wd/spam"
    backup_file = root+"/thailinuxhosting-bak.txt"
    spamtext_file = root+"/spamlist.txt"
    cookie_file = root+"/thailinuxhosting-cookie"
    
    import sys
    import os
    import time
    
    ##### PRE RUN FOR RETRIEVE COOKIE #####
    import urllib2
    import cookielib
    login = "/index.php?action=login2;user=%s;passwrd=%s;cookielength=302400" % (user, password,)
    cj = cookielib.MozillaCookieJar()
    opener = urllib2.build_opener(urllib2.HTTPCookieProcessor(cj))
    sock = opener.open(site+login)
    cj.save(cookie_file, ignore_discard=True, ignore_expires=True)
    sock.close()
    #######################################
    
    spamlist = []
    
    def decoding(txt):
      if charset == "tis620":
        return txt.decode("utf8").encode("tis620")
      elif charset == "utf8":
        return txt
      else:
        print "Error, CHARSET is not defined"
        sys.exit[0]
    
    def search_line(txt, l, occur=1):
      for i in range(len(l)):
        if txt in l[i]:
          if occur > 1:
            occur=occur-1
          else:
            return i
      return -1
    
    def get_msgid(url):
      if board == "smf":          # ...#msgXX
        return url.split("#msg")[-1]
      elif board == "yabbse":     # ...;start=XX
        return url.split(";start=")[-1]
    
    def check_spam(txt):
      global spamlist
      for i in spamlist:
        if i in txt:
          return True, i
      return False, ''
    
    def save_backup(txt):
      f = open(backup_file,'a')
      f.write(txt+'\n\n\n')
      f.close()
      return
    
    def die_board():
      print "board not exist"
      sys.exit[0]
    
    if board == "smf":
      #     recent_str =    "กระททู้เมมื่อเร็วๆ นนี้"
      recent_str = "\xe0\xb8\x81\xe0\xb8\xa3\xe0\xb8\xb0\xe0\xb8\x97\xe0\xb8\xb9\
    \xe0\xb9\x89\xe0\xb9\x80\xe0\xb8\xa1\xe0\xb8\xb7\xe0\xb9\x88\xe0\xb8\xad\
    \xe0\xb9\x80\xe0\xb8\xa3\xe0\xb9\x87\xe0\xb8\xa7\xe0\xb9\x86 \xe0\xb8\x99\
    \xe0\xb8\xb5\xe0\xb9\x89"
    elif board == "yabbse":
      #     recent_str = "โพสต์เมมื่อเร็วๆนนี้"
      recent_str = "\xe0\xb9\x82\xe0\xb8\x9e\xe0\xb8\xaa\xe0\xb8\x95\xe0\xb9\x8c\
    \xe0\xb9\x80\xe0\xb8\xa1\xe0\xb8\xb7\xe0\xb9\x88\xe0\xb8\xad\xe0\xb9\x80\
    \xe0\xb8\xa3\xe0\xb9\x87\xe0\xb8\xa7\xe0\xb9\x86\xe0\xb8\x99\xe0\xb8\xb5\xe0\xb9\x89"
    else:
      die_board()
    
    #LOAD SPAM DATA
    if not os.path.exists(spamtext_file):
      f = open(spamtext_file,'w')
      f.close()
    
    f = open(spamtext_file)
    for i in f:
      if i!='' and len(i)>3:
        spamlist.append(decoding(i.strip()))
    
    f.close()
      
    recent_str = decoding(recent_str)
        
        
    #INIT COOKIE & OPENER
    cj = cookielib.MozillaCookieJar()
    cj.load(cookie_file)
    opener = urllib2.build_opener(urllib2.HTTPCookieProcessor(cj))
        
    loop_count = 0
    url_list_pair = []    #SOLVE yabbse ONLY INDEX TO LAST MESSAGE, SO WE CREATE OUR OWN
    while loop_count < max_loop:
      #FIRST PAGE
      sock = opener.open(site)
      #HACK: SOLVE yabbse'S BOARD COOKIE ERROR
      cj._cookies['thailinuxhosting.com']['/yabbse']['YaBBSE140usernamev14'].value = user
      cj._cookies['thailinuxhosting.com']['/yabbse']['YaBBSE140passwordv14'].value = enc_password
      html = sock.read()
      sock.close()
      
      l = html.split('\n')
    
      #SESSIONID
      if board == "smf":
        sstr = "sesc="
        line = search_line(sstr, l)
        if line < 0:
          sys.exit[0]
        session_id = l[line].split(sstr)[1].split('">')[0]
      else:
        session_id = ""
      
      #SEARCH FOR RECENT POST
      sstr = recent_str
      line = search_line(sstr, l)
      if line < 0:
        sys.exit[0]
       
      if board == "smf":
        url = l[line+9+loop_count].split('<a href="')[1].split('">')[0]
        author = ""
        date_submitted = ""
      elif board == "yabbse":
        url = l[line+4+loop_count].split('<td valign="top"><a href="')[1].split('">')[0]
        url_list = [ i[0] for i in url_list_pair ]    # SOLVE yabbse MESSAGE INDEX
        if url in url_list:
          i = url_list.index(url)
          url_list_pair[i][1] += 1
          index_dec =  url_list_pair[i][1]
        else:
          url_list_pair.append([url,0])
          index_dec = 0
        #   tmp = 'โดย '
        tmp = decoding('\xe0\xb9\x82\xe0\xb8\x94\xe0\xb8\xa2 ')
        author = l[line+4+loop_count].split(tmp)[1].split('</td>')[0]
      else:
        die_board()
    
      msgid = get_msgid(url)
      sock = opener.open(url)
      html = sock.read()
      sock.close()
      l = html.split('\n')
    
      #PARSE HTML
      is_spam = False
      spam_keyword = ''
      if board == "smf":
        sstr = "msg_%s" % (msgid,)
        line = search_line(sstr, l)
      elif board == "yabbse":
        sstr = '<hr width="100%" size="1" class="windowbg3">'
        count = (int(msgid)-index_dec) % 20 + 1   # 20 MESSAGES PER PAGE - yabbse INDEX DECREMENT
        print 'loop=',loop_count,' /// count=',count
        line = search_line(sstr, l, count)
        tmp = decoding("javascript:DoConfirm('")
        try:
          delete_url = l[line-3].split(tmp)[1].split("','")[1].split("""');"><img src""")[0]
          date_submitted = l[line-4].split('</B> ')[1].split(' &#187;')[0]
          title = l[line-5].split('<B>')[1].split('</b>')[0]
          process_line = line+1
          is_spam, spam_keyword = check_spam(l[process_line])
          if is_spam:
            print 'line=',line,' /// l[line-3]=', l[line-3]
            print 'delete_url=',delete_url
            print "is_spam=",is_spam," /// keyword=",spam_keyword," /// line=",l[process_line]
        except:
          is_spam = False
      else:
        die_board()
    
      if is_spam:
        if board == "smf":
          pass
        elif board == "yabbse":
          save_backup('delete url: '+delete_url+\
            '\nspam keyword: '+spam_keyword+\
            '\nscan date: '+time.ctime(time.time())+\
            '\ntitle: '+title+\
            '\nauthor: '+author+\
            '\nsubmitted date: '+date_submitted+\
            '\n'+l[process_line])
          sock = opener.open(delete_url)
          sock.close()
          url_list = [ i[0] for i in url_list_pair ]    # RESET yabbse MESSAGE INDEX
          if url in url_list:
            i = url_list.index(url)
            url_list_pair.remove(url_list_pair[i])
      else:
        loop_count = loop_count+1
    
    

    python: เขียนสคริปต์ไว้ update Drupal

    เขียนสคริปต์ไว้เพื่อให้เปลี่ยนรุ่น Drupal ง่าย ๆ เผื่อมีหลายไซต์

    สมมุติว่าไดเรกทอรี่ติดตั้งอยู่ที่ /var/www/drupal
    URL คือ http://www.example.com
    ฐานข้อมูลชื่อ DATABASE_NAME
    ผู้ใช้ชื่อ ADMIN และรหัสผ่านคือ ADMIN_PASSWORD

    อย่าลืมต้องให้ ADMIN อ่านได้เท่านั้น เพราะจะมีรหัสผ่านอยู่ในสคริปต์
    $ cd /var/www/drupal
    $ touch sed.py
    $ chmod 700 sed.py

    ขั้นตอน upgrade
    $ cd /var/www/drupal
    $ wget http://ftp.drupal.org/files/projects/drupal-X.X.tar.gz
    $ tar xfx drupal-X.X
    $ cd drupal-X.X
    $ cp -xa * ..
    $ cd ..
    $ rm -rf drupal-X.X
    $ ./sed.py
    ### DO UPDATE AT www.example.com/update.php
    ### SET BACK
    $ vi update.php

    ..
    $access_check = TRUE;
    #$access_check = FALSE;
    ...
    

    เนื้อไฟล์ sed.py มีดังนี้
    $ vi sed.py

    #!/usr/bin/env python
    # cd /var/www/drupal
    # cp -xa ../drupal-5.3/* .
    # ./sed.py
    # ---> http://www.example.com/update.php
    # vi update.php  #SET $access_check = TRUE;
    
    import os
    import sys
    
    db_url = "$db_url = 'mysql://ADMIN:ADMIN_PASSWORD@localhost/DATABASE_NAME';"
    base_url = "$base_url = 'http://www.example.com';  // NO trailing slash!"
    
    basedir = os.path.abspath(os.curdir);
    #-------------------------------------------------------------------------
    
    def sed_file(file,dict_txt):
      filename = os.path.basename(file)
      dirname = os.path.abspath(file)
      bakfile = file+'.bakbak'
      os.rename(file,bakfile)
      f_old = open(bakfile)
      f_new = open(file,'w')
      txt_old = [i for i in dict_txt]
      txt_new = [i for i in dict_txt.values()]
      print txt_old
      for i in f_old:
        line = i.strip()
        if line in txt_old:
          n = txt_old.index(line)
          print 'old=',line
          print 'new=',txt_new[n]
          f_new.write(txt_new[n]+'\n')
        else:
          f_new.write(i)
      f_new.close()
      f_old.close()
    
    #FIRST FILE sites/default/setting.php
    file = os.path.join(basedir,'sites/default/settings.php')
    tmp_db = "$db_url = 'mysql://username:password@localhost/databasename';"
    tmp_base = "# $base_url = 'http://www.example.com';  // NO trailing slash!"
    dict_txt = {\
      tmp_db: '#'+tmp_db+'\n'+db_url, \
      tmp_base: tmp_base+'\n'+base_url \
      }
    sed_file(file,dict_txt)
    
    #SECOND update.php
    file = os.path.join(basedir,'update.php')
    dict_txt = {\
      "$access_check = TRUE;":\
      "#$access_check = TRUE;\n$access_check = FALSE;"\
      }
    sed_file(file,dict_txt)
    

    python: crop ไฟล์ pdf

    มีงานที่จะต้องทำไฟล์เป็น pdf เพื่อส่งโรงพิมพ์
    งานนี้ทำจาก Word ในวินโดวส์ พิมพ์ลงไฟล์โดยใช้ไดรฟเวอร์เครื่องพิมพ์ Image Setter แล้วจึงแปลงเป็น pdf ด้วยลินุกซ์ ด้วยคำสั่ง ps2pdf12 โดยเลือกใช้รุ่น 1.2 เพราะต้องการความเข้ากันได้

    แต่เนื่องจากขนาดกระดาษของงานเป็นขนาด A5 จึงต้องเลือกพิมพ์เป็น A4 แทน
    ปัญหาคือตัวโปรแกรม ps2pdf ซึ่งไปเรียกใช้ ghostscript (gs) อีกทีนึง ไม่สามารถ crop ขนาดจาก A4 เป็น A5 ได้ (จริง ๆ แล้วอาจทำได้ แต่ค้นคำสั่งไม่พบ และโรงพิมพ์ต้องการงานขนาด A5 แบบมีขอบขาวเว้นไว้ด้านละ 3 มม. ซึ่งคงจะใช้คำสั่ง gs ยาก)

    ค้นไปค้นมา พบมอดูลไพธอนที่จะทำงานนี้ได้ คือมอดูล pyPdf

    เริ่มเลยแล้วกัน

    ติดตั้งมอดูล pyPdf
    $ sudo aptitude install python-pypdf

    เขียนสคริปต์ ตั้งชื่อว่า croppdf.py
    $ vi croppdf.py

    #!/usr/bin/env python
    #prerequisites: aptitude install python-pypdf
    
    import sys
    import pyPdf
    
    def usage(progname):
        print """
    usage: %s "lowerLeft-x lowerLeft-y upperRight-x upperRight-y" infile.pdf outfile.pdf
    """ % progname
        sys.exit(1)
    
    try:
        argl = [ int(i) for i in sys.argv[1].split(" ") if i ]
        infile = sys.argv[2]
        outfile = sys.argv[3]
        inpdf = pyPdf.PdfFileReader(file(infile,"rb"))
        outpdf = pyPdf.PdfFileWriter()
        for i in range(inpdf.numPages):
            page = inpdf.getPage(i)
            page.mediaBox.upperRight = tuple(argl[2:])
            page.mediaBox.lowerLeft = tuple(argl[:2])
            outpdf.addPage(page)
    
        outstream = file(outfile, "wb")
        outpdf.write(outstream)
        outstream.close()
    
    except:
        usage(sys.argv[0])
    

    $ chmod 755 croppdf.py
    (พอดีเป็นงานด่วน เลยเขียนแบบด่วนจริง ๆ)

    ขั้นตอนการแปลงคือ
    1. แปลงจาก ps เป็น pdf ด้วย ps2pdf12
    $ ps2pdf12 INFILE.ps TEMPFILE.pdf

    2. crop เป็นขนาด A5 แบบมีขอบขาวข้างละ 3 มม. (ประมาณ 9 px)
    $ ./croppdf.py "75 238 523 850" TEMPFILE.pdf OUTFILE.pdf
    ตัวเลข 4 ตัวคือค่าเป็นปอยต์ (pt) ของ x-มุมล่างซ้าย y-มุมล่างซ้าย และ x-มุมบนขวา y-มุมบนขวา ตามลำดับ
    แปลงจาก มม. โดยคูณด้วย 2.8378
    หรือแปลงจากนิ้ว โดยคูณด้วย 72

    ดูขนาดเอกสาร เป็นปอยต์ ด้วยคำสั่ง pdfinfo FILENAME.pdf

    ขนาดเอกสารเป็นปอยต์

    ตัวอย่าง

    สมมุติว่า lowerLeft-x เป็น x0, lowerLeft-y เป็น y0, upperRight-x เป็น x1, upperRight-y เป็น y1 ตามลำดับ

    • ทำขอบขาวรอบ pdf ขนาด A4 (595 x 842 ปอยต์) โดยเว้นระยะ 5 มม.(ประมาณ 14 ปอยต์)
      x0=-14, y0=-14, x1=595+14=609, y1=842+14=856
      $ ./croppdf.py "-14 -14 609 856" TEMPFILE.pdf OUTFILE.pdf
    • ทำขอบขาวรอบ pdf ขนาด A5 (420 x 595 ปอยต์) โดยเว้นระยะ 5 มม.(ประมาณ 14 ปอยต์)
      x0=-14, y0=-14, x1=420+14=434, y1=595+14=609
      $ ./croppdf.py "-14 -14 434 609" TEMPFILE.pdf OUTFILE.pdf
    • crop จาก A4 เป็น A5 โดยเอกสารขนาด A5 อยู่ตรงกลางและชิดขอบบน
      x0=(595-421)/2=87, y0=842-595=247, x1=87+421=508, y1=842
      $ ./croppdf.py "87 247 508 842" TEMPFILE.pdf OUTFILE.pdf
    • แปลง Letter (612x792) เป็น A4 (595x842) แบบจัดกึ่งกลาง
      x0=(612-595)/2=8, y0=(792-842)/2=-25, x1=612-8=604, y1=792+25=817
      $ ./croppdf.py "8 -25 604 817" TEMPFILE.pdf OUTFILE.pdf
    • แปลง Letter (612x792) เป็น A4 (595x842) แบบจัดชิดซ้าย
      x0=0, y0=(792-842)/2=-25, x1=595, y1=792+25=817
      $ ./croppdf.py "0 -25 595 817" TEMPFILE.pdf OUTFILE.pdf

    เสร็จแล้วครับ

    Topic: 

    python: ค้นหาและแทนที่แบบง่าย

    ที่มาจริง ๆ แล้ว ต้องการค้นหาและแทนที่เอกสารในไฟล์ .doc จึงสั่งด้วยคำสั่งว่า
    $ sed -i 's/OLD/NEW/g' *.doc
    ไม่ได้ผล นึกว่ารหัสเอกสารผิด เลยเป็นที่มาของสคริปต์อันนี้ คือค้นหาและแทนที่เอกสารทั้ง utf-8 และ tis-620 โดยไม่สนใจว่าเป็นเอกสารชนิดใด
    (สุดท้ายปรากฎว่าไม่ได้ผล เพราะ OpenOffice ไม่ได้เก็บไว้ในรูป Text file ปกติ
    ถึงจะโง่ไปแล้ว แต่บันทึกไว้หน่อยดีกว่า เผื่อได้ใช้ทีหลัง)

    $ vi sed_i.py

    #!/usr/bin/env python
    # -*- coding: utf8 -*-
    """Replace thai string in file"""
    
    import sys, os
    
    def usage(prog):
        print 'Usage: %s "old" "new" filename' % (prog)
    
    def cannotopenfile(filename):
        print "Cannot open file %s" % (filename)
    
    def getbakfilename(filename="", ext="bak"):
        if filename == "":
            return ""
        if os.path.exists(filename + "." + ext):
            i = 0
            while os.path.exists(filename + "." + ext + str(i)) and (i < 1000):
                i += 1
            if i > 999:
                return ""
            return filename + "." + ext + str(i)
        else:
            return filename + "." + ext
        #
    
    def main(old,new,filename):
        if not os.path.exists(filename):
            cannotopenfile(filename)
            sys.exit(0)
        ismod = False
        newdoc = []
        f = open(filename)
        for line in f:
            newline1 = line.replace(old, new)
            newline2 = line.replace(old.decode('utf8').encode('tis620'), new.decode('utf8').encode('tis620'))
            if not ismod and (newline1 != line or newline2 != line):
                ismod = True
            if newline1 != line:
                newdoc.append(newline1)
            else:
                newdoc.append(newline2)
        f.close()
        if ismod:
            bakfile = getbakfilename(filename)
            os.rename(filename, bakfile)
            f = open(filename, "w")
            f.write('\n'.join(newdoc))
            f.close()
            print "%s changed, save backup in %s." % (filename, bakfile)
        else:
            print "Pattern not found, no changed."
    
    
    if __name__ == "__main__":
        if len(sys.argv) < 4:
            usage(sys.argv[0])
            sys.exit[0]
        else:
            main(*sys.argv[1:4])
    

    ใช้งานด้วยคำสั่ง
    $ ./sed_i.py "OLD" "NEW" filename
    ถ้าเจอ จะแทนที่ และบันทึกไว้ในชื่อเดิม แต่สำรองไฟล์ไว้ด้วย ในชื่อ filename.bak

    Topic: 

    python: ปรับปรุงโมดูลอ่านไฟล์ dbf

    จากครั้งก่อนเรื่อง adodb: ​กับ​ดักข้อมูล ที่ได้นำเอาโมดูล DBF Reader จากเว็บของคุณ Yusdi Santoso มาทดลองใช้งาน

    เมื่อได้นำมาใช้จริง สำหรับไฟล์ dbf ของ Visual Foxpro สามารถใช้ได้ผลดีพอควร แต่สำหรับ dbf เก่า ๆ ที่เป็นของ Foxpro for Dos นั้น ปรากฎว่าไม่สามารถอ่านได้

    อีกเรื่องนึงคือเรื่องชื่อไฟล์ในลินุกซ์ เมื่อใช้งานผ่าน samba (เมานต์แบบ cifs) แล้ว เข้าใจว่าไม่สามารถควบคุมได้ บางครั้งปรากฎเป็นตัวใหญ่หมด บางครั้งออกมาเป็นชื่อไฟล์ตัวใหญ่แต่นามสกุลตัวเล็ก หรือกลับกัน เราจึงมาปรับปรุงในส่วนนี้ด้วย

    ได้ออกมาเป็นซอร์สไฟล์ดังนี้ครับ
    $ vi dbf.py

    #!/usr/bin/env python
    """
    This is a DBF reader which reads Visual Fox Pro DBF format with Memo field.
    
    Usage:
        rec = readDbf('test.dbf')
        for line in rec:
            print line['name']
    
    @author Yusdi Santoso
    @date 13/07/2007
    """
    import struct
    import os, os.path
    import sys
    import csv
    import tempfile
    import ConfigParser
    
    class Dbase:
        def __init__(self):
            self.fdb = None
            self.fmemo = None
            self.db_data = None
            self.memo_data = None
            self.fields = None
            self.num_records = 0
            self.header = None
            self.memo_file = ''
            self.memo_header = None
            self.memo_block_size = 0
            self.memo_header_len = 0
    
        def _drop_after_NULL(self, txt):
            for i in range(0, len(txt)):
                if ord(struct.unpack('c', txt[i])​[0])==0:
                    return txt[:i]
            return txt 
    
        def _reverse_endian(self, num):
            if not len(num):
                return 0
            #OLD CODE
            #val = struct.unpack('<L', num)
            #val = struct.pack('>L', val[0])
            #val = struct.unpack('>L', val)
            #return val[0]
            #wd's IMP: IMPROVE READING OLD FOXPRO MEMO
            try:       #VFP DBF: BINARY 4 BYTES MEMO FIELD REF
                val = struct.unpack('<L', num)
                val = struct.pack('>L', val[0])
                val = struct.unpack('>L', val)
                return val[0]
            except:    #OLD FOXPRO DBF: STRING 10 BYTES MEMO FIELD REF
                val = long('0'+num.strip())
                return val
        def _assign_ids(self, lst, ids):
            result = {}
            idx = 0
            for item in lst:
                id = ids[idx]
                result[id] = item
                idx += 1
            return result
    
        def open(self, db_name):
            filesize = os.path.getsize(db_name)
            if filesize <= 68:
                raise IOError, 'The file is not large enough to be a dbf file'
    
            self.fdb = open(db_name, 'rb')
    
            self.memo_file = ''
            #OLD CODE
            #if os.path.isfile(db_name[0:-1] + 't'):
            #    self.memo_file = db_name[0:-1] + 't'
            #elif os.path.isfile(db_name[0:-3] + 'fpt'):
            #    self.memo_file = db_name[0:-3] + 'fpt'
            
            #wd's IMP: SOLVE MISMATCHED UPPER/LOWER FILENAME AND EXTENSION
            basename = os.path.basename(db_name)
            dirname = os.path.dirname(os.path.join('.',db_name))
            allfile=[i for i in os.listdir(dirname) if i[:-4].lower()==basename[:-4].lower()]
            for i in allfile:
                if i[:-1].lower()==basename[:-1].lower() and i[-1].lower()=='t':
                    self.memo_file = os.path.join(dirname, i)
                elif i[:-3].lower()==basename[:-3].lower() and i[-3:].lower()=='fpt':
                    self.memo_file = os.path.join(dirname, i)
            if self.memo_file:    
                #Read memo file
                self.fmemo = open(self.memo_file, 'rb')
                self.memo_data = self.fmemo.read()
                self.memo_header = self._assign_ids(struct.unpack('>6x1H', self.memo_data[:8]), ['Block size'])
                block_size = self.memo_header['Block size']
                if not block_size:
                    block_size = 512
                self.memo_block_size = block_size
                self.memo_header_len = block_size
                memo_size = os.path.getsize(self.memo_file)
    
            #Start reading data file
            data = self.fdb.read(32)
            self.header = self._assign_ids(struct.unpack('<B 3B L 2H 20x', data), ['id', 'Year', 'Month', 'Day', '# of Records', 'Header Size', 'Record Size'])
            self.header['id'] = hex(self.header['id'])
    
            self.num_records = self.header['# of Records']
            data = self.fdb.read(self.header['Header Size']-34)
            self.fields = {}
            x = 0
            header_pattern = '<11s c 4x B B 14x'
            ids = ['Field Name', 'Field Type', 'Field Length', 'Field Precision']
            pattern_len = 32
            for offset in range(0, len(data), 32):
                if ord(data[offset])==0x0d:
                    break
                x += 1
                data_subset = data[offset: offset+pattern_len]
                if len(data_subset) < pattern_len:
                    data_subset += ' '*(pattern_len-len(data_subset))
                self.fields[x] = self._assign_ids(struct.unpack(header_pattern, data_subset), ids)
                self.fields[x]​['Field Name'] = self._drop_after_NULL(self.fields[x]​['Field Name'])
    
            self.fdb.read(3)
            if self.header['# of Records']:
                data_size = (self.header['# of Records'] * self.header['Record Size']) - 1
                self.db_data = self.fdb.read(data_size)
            else:
                self.db_data = ''
            self.row_format = '<'
            self.row_ids = []
            self.row_len = 0
            for key in self.fields:
                field = self.fields[key]
                self.row_format += '%ds ' % (field['Field Length'])
                self.row_ids.append(field['Field Name'])
                self.row_len += field['Field Length']
    
        def close(self):
            if self.fdb:
                self.fdb.close()
            if self.fmemo:
                self.fmemo.close()
    
        def get_numrecords(self):
            return self.num_records
    
        def get_record_with_names(self, rec_no):
            """
            This function accept record number from 0 to N-1
            """
            if rec_no < 0 or rec_no > self.num_records:
                raise Exception, 'Unable to extract data outside the range' 
    
            offset = self.header['Record Size'] * rec_no
            data = self.db_data[offset:offset+self.row_len]
            record = self._assign_ids(struct.unpack(self.row_format, data), self.row_ids)
    
            if self.memo_file:
                for key in self.fields:
                    field = self.fields[key]
                    f_type = field['Field Type']
                    f_name = field['Field Name']
                    c_data = record[f_name]
    
                    if f_type=='M' or f_type=='G' or f_type=='B' or f_type=='P':
                        c_data = self._reverse_endian(c_data)
                        if c_data:
                            record[f_name] = self.read_memo(c_data-1).strip()
                    else:
                        record[f_name] = c_data.strip()
            return record
    
        def read_memo_record(self, num, in_length):
            """
            Read the record of given number. The second parameter is the length of
            the record to read. It can be undefined, meaning read the whole record,
            and it can be negative, meaning at most the length
            """
            if in_length < 0:
                in_length = -self.memo_block_size
    
            offset = self.memo_header_len + num * self.memo_block_size
            self.fmemo.seek(offset)
            if in_length<0:
                in_length = -in_length
            if in_length==0:
                return ''
            return self.fmemo.read(in_length)    
        
        def read_memo(self, num):
            result = ''
            buffer = self.read_memo_record(num, -1)
            if len(buffer)<=0:
                return ''
            length = struct.unpack('>L', buffer[4:4+4])​[0] + 8
    
            block_size = self.memo_block_size
            if length < block_size:
                return buffer[8:length]
            rest_length = length - block_size
            rest_data = self.read_memo_record(num+1, rest_length)
            if len(rest_data)<=0:
                return ''
            return buffer[8:] + rest_data
    
    def readDbf(filename):
        """
        Read the DBF file specified by the filename and 
        return the records as a list of dictionary.
        @param filename File name of the DBF
        @return List of rows
        """
        db = Dbase()
        db.open(filename)
        num = db.get_numrecords()
        rec = []
        for i in range(0, num):
            record = db.get_record_with_names(i)
            rec.append(record)    
        db.close()
        return  rec
    
    if __name__=='__main__':
        rec = readDbf('dbf/sptable.dbf')
        for line in rec:
            print '%s %s' % (line['GENUS'].strip(), line['SPECIES'].strip())
    

    ผลการปรับปรุงปรากฎว่าใช้งานได้ดีพอควรครับ

    เขียน Theme สำหรับ Superkaramba ด้วย Python

    คราวก่อนขุดโปรแกรม resize รูปมาขาย คราวนี้ขุดของเก่ามาขายอีกแล้ว :) กับการเขียน theme (หรือ widget) ของ Superkaramba

    Superkaramba คือโปรแกรมหรือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณสร้างวิดเจ็ตต่างๆ ขึ้นมาบน KDE ครับ ปัจจุบันก็รวมตัวเป็นส่วนหนึ่งของ KDE เป็นที่เรียบร้อย

    ประโยชน์ของ widget ก็มีหลายอย่าง เช่น อาจจะใช้ในการ monitor ระบบ, ใช้ดูพยากรณ์อากาศ, ใช้ดึง feed, ฯลฯ การเขียน theme โดยส่วนใหญ่สำหรับใช้ monitor ระบบ เช่น การใช้ CPU, ดิสก์, หน่วยความจำก็จะมีคำสั่งเขียนง่ายๆ ในการสร้าง theme อยู่แล้วในไฟล์ .theme ซึ่งเป็น text file ธรรมดาๆ โดยลองดูรูปแบบการเขียนได้ ที่นี่ แต่สำหรับบางอย่างที่ทางนี้ไม่ได้เตรียมไว้ให้ ผู้สร้าง theme ก็สามารถเขียนเพิ่มเติมเข้าไปได้โดยใช้ภาษา python ครับ โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนโปรแกรมหรือฟังก์ชั่นที่เราต้องการให้มี และส่วนของการแสดงผลใน Superkaramba

    ส่วนโปรแกรมหรือฟังก์ชั่นนั้น เขียนโดยใช้ module มาตรฐาน (หรือเพิ่มเติมก็ตามใจ) ของ Python ได้เลย แต่ส่วนของการแสดงผลนั้น ต้องใช้ API ที่ superkaramba เตรียมไว้ให้ แต่ก็ยังต้องใช้ไฟล์ .theme เหมือนเดิม การเรียกใช้งานนั้น ไม่สามารถเรียกที่ตัว .py ได้โดยตรง แต่จะเป็นการเรียก .theme ซึ่งจะเป็นการไปเรียกโปรแกรม .py ที่มีชื่อเดียวให้ทำงานไปด้วย (Python ที่ใช้เป็น interpreter ตรงนี้เป็น Python ที่ integrated เอาไว้ใน superkaramba ไม่ใช่ Python ที่ลงไว้ในระบบครับ) โดยไฟล์ .py นี้เองทาง superkaramba ก็มี template เตรียมไว้ให้ใช้ โดยจะมีฟังก์ชั่นสำหรับเริ่มวิดเจ็ต และฟังก์ชั่นสำหรับจัดการในเรื่อง interaction เตรียมเอาไว้ให้

    ที่ผมจะเสนอต่อไปก็เป็นอะไรที่เขียนไว้นานแล้วเหมือนกัน (แต่นานน้อยกว่าคราวที่แล้ว) คือผมเขียน theme ขึ้นมาตัวนึงให้ทำการ monitor battery (ผมใช้ laptop) โดยสร้างรูปต่างๆ ขึ้นมาตั้งแต่เริ่มโดยใช้ตัวแสดง battery ของ ipod เป็นแบบครับ (ตอนนั้นก็บ้า Apple เหมือนกันนะ จะโดนเรื่อง copyright infringement มั้ยเนี่ย)

    ตัวที่ทำการ monitor battery นั้นก็เขียนฟังก์ชั่นโดยใช้ Python ธรรมดา และส่วนแสดงผลก็ใช้ API ของ superkaramba ให้แสดงรูปที่ผมทำขึ้นมา (ไม่มีอะไรพิศดารครับ เพราะตอนนั่งเขียนยังต้องเปิดหนังสือ Python หาคำสั่งอยู่เลย :P)

    มาถึงตัวโค้ดครับ พยายามเขียนว่ามันทำอะไรไว้ใน comment แล้วเหมือนเดิมครับ :)

    #Battery monitor is a widget theme for Superkaramba using iPod battery graphics.
    #It monitors battery via /proc/acpi/battery/BAT0/state and /proc/acpi/battery/BAT0/info files.
    #It's my first time doing something with python stuffs, so please be gentle :)
    #This script depends on os and karamba modules.
    #It can be distributed under GPL.
    #-----------------------------------------------------------------------------------------------
    
    #this import statement allows access to the karamba functions
    import os
    import karamba
    
    #get battery info functions
    
    #see if there's a battery (yes,no) and what is its charging state (charging, discharging and charged).
    #This function will return a list of strings, present state of battery and state of charging.
    def getBatState():
    	output0=os.popen("cat /proc/acpi/battery/BAT0/state")
    	state=output0.readlines()
    	present=state[0].split()[1]
    	if present == "no":
    		return [present]
    	else:
    		charge=state[2].split()[2]
    		return [present, charge]
    	
    #This function will get current charge and capacity of the battery. Then it will calculate percent
    #remaining and return a list of float, string and integer, percent with 2 decimals, 
    #charge of battery in mAh and percent remaining in integer form.
    def getCharge():
    	output1=os.popen("cat /proc/acpi/battery/BAT0/info")
    	charge0=output1.readlines()
    	output2=os.popen("cat /proc/acpi/battery/BAT0/state")
    	charge1=output2.readlines()
    	fully_charge=charge0[2].split()[3]
    	current_charge=charge1[4].split()[2]
    		
    	f_fully_charge=float(fully_charge)
    	f_current_charge=float(current_charge)
    	percent=(f_current_charge / f_fully_charge) * 100
    	
    	if percent > 100:
    		percent=100
    	
    	percent_int=int(percent)
    	
    	return [percent,current_charge,percent_int]
    	
    
    #this is called when your widget is initialized
    def initWidget(widget):
    	global battBar,redBattBar,chargingBatt,noBatt,chargedBatt,chargeText,percentText
    	
    	karamba.createBackgroundImage(widget,1,1,"pics/background.png")
    	battBar=karamba.createBar(widget,24,32,138,55,"pics/battery_meter.png")
    	redBattBar=karamba.createBar(widget,24,32,138,55,"pics/battery_meter_red.png")
    	chargingBatt=karamba.createImage(widget,24,32,"pics/battery_meter_charging.png")
    	noBatt=karamba.createImage(widget,62,32,"pics/nobatt.png")
    	chargedBatt=karamba.createImage(widget,24,32,"pics/battery_charged.png")
    	karamba.hideBar(widget,battBar)
    	karamba.hideBar(widget,redBattBar)
    	karamba.hideImage(widget,noBatt)
    	karamba.hideImage(widget,chargedBatt)
    	karamba.hideImage(widget,chargingBatt)
    	chargeText=karamba.createText(widget,19,90,80,50,"Charge:")
    	karamba.changeTextColor(widget,chargeText,130,130,130)
    	karamba.changeTextSize(widget,chargeText,10)
    	karamba.changeTextShadow(widget,chargeText,-1)
    	percentText=karamba.createText(widget,110,90,80,20,"Rem:")
    	karamba.changeTextColor(widget,percentText,130,130,130)
    	karamba.changeTextSize(widget,percentText,10)
    	karamba.changeTextShadow(widget,percentText,-1)
    	return
    	
    
    
    #this is called everytime your widget is updated
    #the update inverval is specified in the .theme file
    def widgetUpdated(widget):
    	battPresent = getBatState()
    	if battPresent[0] == "no":
    		karamba.showImage(widget,noBatt)
    		karamba.hideText(widget,percentText)
    		karamba.changeText(widget,chargeText,"No battery!")
    		karamba.hideBar(widget,battBar)
    		karamba.hideBar(widget,redBattBar)
    		karamba.hideImage(widget,chargingBatt)
    		karamba.hideImage(widget,chargedBatt)
    		karamba.redrawWidget(widget)
    	else:
    		battCharge = getCharge()
    		if battPresent[1] == "charging":
    			karamba.showImage(widget,chargingBatt)
    			karamba.addImageTooltip(widget,chargingBatt,"Charging...")
    			karamba.changeText(widget,chargeText,"Charge: %s" % battCharge[1] +" mAh")
    			karamba.changeText(widget,percentText,"Rem: %.2f" % battCharge[0] +" %")
    			karamba.hideBar(widget,battBar)
    			karamba.hideBar(widget,redBattBar)
    			karamba.hideImage(widget,noBatt)
    			karamba.hideImage(widget,chargedBatt)
    			karamba.redrawWidget(widget)
    						
    		elif battPresent[1] == "charged":
    			karamba.showImage(widget,chargedBatt)
    			karamba.addImageTooltip(widget,chargedBatt,"Battery is fully charged")
    			karamba.changeText(widget,chargeText,"Charge: %s" % battCharge[1] +"mAh")
    			karamba.changeText(widget,percentText,"Rem: %.2f" % battCharge[0] +" %")
    			karamba.hideBar(widget,battBar)
    			karamba.hideBar(widget,redBattBar)
    			karamba.hideImage(widget,chargingBatt)
    			karamba.hideImage(widget,noBatt)
    			karamba.redrawWidget(widget)
    			
    		elif battPresent[1] == "discharging":
    			if battCharge[0] < 28:
    				karamba.showBar(widget,redBattBar)
    				karamba.setBarMinMax(widget,redBattBar,0,100)
    				karamba.setBarValue(widget,redBattBar,battCharge[2])
    				karamba.changeText(widget,chargeText,"Charge: %s" % battCharge[1] +" mAh")
    				karamba.changeText(widget,percentText,"Rem: %.2f" % battCharge[0] +" %")
    				karamba.hideBar(widget,battBar)
    				karamba.hideImage(widget,noBatt)
    				karamba.hideImage(widget,chargingBatt)
    				karamba.hideImage(widget,chargedBatt)
    				karamba.redrawWidget(widget)
    			
    			else:
    				karamba.showBar(widget,battBar)
    				karamba.setBarMinMax(widget,battBar,0,100)
    				karamba.setBarValue(widget,battBar,battCharge[2])
    				karamba.changeText(widget,chargeText,"Charge: %s" % battCharge[1] +"mAh")
    				karamba.changeText(widget,percentText,"Rem: %.2f" % battCharge[0] +" %")
    				karamba.hideImage(widget,chargedBatt)
    				karamba.hideImage(widget,noBatt)
    				karamba.hideBar(widget,redBattBar)
    				karamba.hideImage(widget,chargingBatt)
    				
    				karamba.redrawWidget(widget)
    			
    	return
    
    print "Loaded my python extension!"
    

    ส่วนสำหรับตัววิดเจ็ตเองเชิญดาวน์โหลดได้ ที่นี่ ครับ

    มีรูปโชว์ครับ :)

    ปล. หลังจากลองเขียนตัวนี้แล้ว จริงๆ Python เป็นอะไรที่เขียนค่อนข้างง่ายเหมือนกันนะครับ คือเขียนไล่ลงมาเรื่อยๆ ไม่ค่อยซับซ้อน อ่านโค้ดก็ง่าย ตามลำดับ (แต่จะเขียนให้ยากกับ control flow ก็คงได้มั้ง) แต่ผมก็ยังอ่อนหัดนัก มีอะไรแก้ไขก็เชิญติชมได้นะครับ :)

    python: การติดตั้ง

    บันทึกการติดตั้ง

    Topic: 

    debian: ติดตั้ง PyICU

    บันทึกติดตั้ง PyICU บนเดเบียน Etch ใช้ Python รุ่น 2.4

    จะลองเอามาทำตัวตัดคำไทย เพื่อจัดเก็บคำในฐานข้อมูล
    ครั้งแรกที่ทดลอง ได้นำเอาไบนารีมาติดตั้ง แต่รันไม่ได้เพราะเกิดข้อผิดพลาดเกี่ยวกับยูนิโค๊ด จึงต้องเอาซอร์สมาคอมไพล์เอง

    ติดตั้งแพกเกจที่จำเป็น
    # aptitude install python2.4-dev libicu36 libicu36-dev

    ดาวน์โหลดซอร์ส และแตกไฟล์
    # cd /usr/src
    # wget http://downloads.osafoundation.org/PyICU/src/PyICU-src-0.6.tar.gz
    # tar xfz PyICU-src-0.6.tar.gz
    # cd PyICU-src-0.6

    ต้องแก้ไข Makefile นิดนึง ตามคู่มือ
    # vi Makefile

    ...
    #PYTHON_VER=2.5
    PYTHON_VER=2.4
    ...
    # Linux
    #PREFIX=/usr/local
    #PREFIX_PYTHON=$(PREFIX)
    #PREFIX_ICU=$(PREFIX)/icu-$(ICU_VER)
    #PYTHON=$(PREFIX_PYTHON)/bin/python
    
    PREFIX=/usr
    PREFIX_PYTHON=$(PREFIX)
    PREFIX_ICU=$(PREFIX)
    PYTHON=$(PREFIX_PYTHON)/bin/python
    ...

    คอมไพล์และติดตั้ง
    # make && make install

    เสร็จแล้ว
    ทดสอบด้วย
    # python

    Python 2.4.4 (#2, Jan 13 2007, 17:50:26) 
    [GCC 4.1.2 20061115 (prerelease) (Debian 4.1.1-21)] on linux2
    Type "help", "copyright", "credits" or "license" for more information.
    >>> import PyICU
    >>>

    ไม่มีข้อผิดพลาด แสดงว่าใช้ได้แล้ว

    update
    บันทึกอีกรุ่นนึง 51-02-28
    debian-etch, python-2.4.4, libicu36, gcc/g++-4.1
    ติดตั้งโดย root

    ดาวน์โหลดซอร์สที่ PyICU-0.8.1.tar.gz
    # cd /usr/src
    # wget http://pypi.python.org/packages/source/P/PyICU/PyICU-0.8.1.tar.gz#md5=789092993f84ccd6ba21d7346d6e093d
    # tar xfz PyICU-0.8.1.tar.gz
    # cd PyICU-0.8.1

    เอาแพกเกจของ dev มาก่อน
    # aptitude install build-essential python-dev python-setuptools libicu36-dev

    ดูจาก README แล้วคอมไพล์เลย
    # python setup.py build
    # python setup.py install

    ถ้าไม่แสดงข้อผิดพลาด ก็ใช้ได้แล้ว

    Topic: 

    python: ตัวอย่างการใช้งาน PyICU

    ดัดแปลงโค๊ดมาจาก programming is hard: isThai and ThaiWarp function

    import PyICU
    
    def isThai(chr):
        cVal = ord(chr)
        if(cVal >= 3584 and cVal <= 3711):
            return True
    
        return False
    
    def wrap(txt):
      txt = PyICU.UnicodeString(txt)
      bd = PyICU.BreakIterator.createWordInstance(PyICU.Locale("th"))
      bd.setText(txt)   
      lastPos = bd.first()
      retTxt = PyICU.UnicodeString("")
      txt_list = []
      try:
        while(1):
          currentPos = bd.next()
          retTxt += txt[lastPos:currentPos]
          #
          txt_list.append(txt[lastPos:currentPos])
          #Only thai language evaluated
          if(isThai(txt[currentPos-1])):
            if(currentPos < len(txt)):
              if(isThai(txt[currentPos])):
                #This is dummy word seperator   
                #retTxt += PyICU.UnicodeString("|||")
                #
                pass
          lastPos = currentPos
      except StopIteration:
        pass
        #retTxt = retTxt[:-1]
      #return retTxt
      return [unicode(i) for i in txt_list]
    
    
    def fullwrap(txt):
        txt_list = txt.split(' ')
        new_list = []
        for i in txt_list:
            #new_list.extend(wrap(i).split('|||'))
            new_list.extend(wrap(i))
            
        return new_list
    

    ลองตัดคำดู
    $ python

    Python 2.4.4 (#2, Jan 13 2007, 17:50:26) 
    [GCC 4.1.2 20061115 (prerelease) (Debian 4.1.1-21)] on linux2
    Type "help", "copyright", "credits" or "license" for more information.
    >>> word = 'ทดลองเรียน Python ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์'
    
    >>> print wrap(word)
    ทดลอง|||เรียน Python ภาษา|||โปรแกรม|||คอมพิวเตอร์
    
    >>> print fullwrap(word)
    [u'\u0e17\u0e14\u0e25\u0e2d\u0e07', u'\u0e40\u0e23\u0e35\u0e22\u0e19', u'Python', u'\u0e20\u0e32\u0e29\u0e32', u'\u0e42\u0e1b\u0e23\u0e41\u0e01\u0e23\u0e21', u'\u0e04\u0e2d\u0e21\u0e1e\u0e34\u0e27\u0e40\u0e15\u0e2d\u0e23\u0e4c']
    
    >>> for i in fullwrap(word): print i
    ... 
    ทดลอง
    เรียน
    Python
    ภาษา
    โปรแกรม
    คอมพิวเตอร์
    
    >>> 
    
    Topic: 

    ubuntu: ติดตั้ง pymedia

    โฮมเพจอยู่ที่ pymedia - Python module for wav, mp3, ogg, avi, divx, dvd, cdda etc files manipulations.

    ดาวน์โหลดแพกเกจได้ที่ pymedia.sourceforge.net

    ต้องติดตั้งแพกเกจดังนี้
    $ sudo aptitude install libogg-dev libvorbis-dev liblame-dev libfaad2-dev faad

    แล้วก็ติดตั้งได้
    $ sudo dpkg -i pymedia_1.3.5_i686-py2.4.deb

    ทดสอบด้วยการเรียกใช้ python
    $ python

    Python 2.4.4c1 (#2, Oct 11 2006, 21:51:02) 
    [GCC 4.1.2 20060928 (prerelease) (Ubuntu 4.1.1-13ubuntu5)] on linux2
    Type "help", "copyright", "credits" or "license" for more information.
    >>> import pymedia
    >>> 

    ถ้าไม่ฟ้องอะไรออกมา ก็แสดงว่าผ่านแล้ว

    ทดลอง pymedia

    เอกสาร Tutorial ในเพจของ pymedia เอง ค่อนข้างหยาบและมีที่ผิดเยอะ
    จะลองรวบรวมเฉพาะโค๊ดมาใช้ดู

    ลองเล่นไฟล์ wav

    import time, wave, pymedia.audio.sound as sound
    sFile= "YOUR FILE NAME"
    f= wave.open( sFile, 'rb' )
    sampleRate= f.getframerate()
    channels= f.getnchannels() 
    format= sound.AFMT_S16_LE
    snd= sound.Output( sampleRate, channels, format )
    s= f.readframes( 300000 )
    snd.play( s )

    แปลง codec
    ตัวอย่างนี้ รันไม่ผ่าน เกิด seg-fault

    import pymedia.audio.acodec as acodec
    import pymedia.muxer as muxer
    sName='01A.mp3'
    f= open( sName, 'rb' )
    s= f.read( 8192 )
    file_ext = str.split( sName, '.' )[ -1 ].lower()
    dm = muxer.Demuxer( file_ext )
    frames= dm.parse( s )
    print dm.hasHeader(), dm.getInfo()
    
    dec= acodec.Decoder( dm.streams[ 0 ] )
    frame= frames[ 0 ]
    r= dec.decode( frame[ 1 ] )
    print r.sample_rate, r.channels, r.bitrate, r.sample_length
    
    params= {
     'id': acodec.getCodecID('wma'),
     'bitrate': 16,
     'sample_rate': 16000,
     'ext': 'wma',
     'channels': 1 } 
    enc= acodec.Encoder( params )
    Topic: 

    python: ตัวอย่างโค๊ด

    บันทึกตัวอย่างโค๊ดสั้น ๆ ในการใช้งานมอดูล
    (ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญนะครับ ทดลองเขียนและบันทึกไว้เฉย ๆ ลักษณะโค๊ดจึงเป็นแบบลูกทุ่งสเปะสปะหน่อย)
    Topic: 

    sgmllib

    ตัวอย่างโค๊ดไพธอน ในการใช้งานมอดูล sgmllib เอามาใช้ในการจัดลำดับน้ำหนักให้กับเนื้อความใน HTML
    โดยจะวิเคราะห์น้ำหนักจากแท็ก
    (จุดประสงค์ที่แท้จริง คือจะเอาน้ำหนักนี้มาจัดลำดับความสำคัญในการค้นหาข้อมูล) เขียนโดยเอาตัวอย่างจาก เวลาใช้งานจะเอาตัวแปร self.data_line ไปใช้
    ตัวอย่างการใช้งานคือ
    กรณีข้อความธรรมดา
    >>> import util
    >>> data_list = util.HTML_weight_parse('This is the example of sgmllib.')
    >>> data_list.data_line
    [['This is the example of sgmllib.', 1]]
    
    กรณีเป็นไฟล์ HTML
    สมมุติว่าเนื้อไฟล์ test.html คือ
    
    
    
      abc
    
    
    
      this is x.html
      testlink
    
    
    
    
    การใช้งานจะเป็นดังนี้
    >>> import util
    >>> f = open('test.html')
    >>> data_list = util.HTML_weight_parse(f.read())
    >>> data_list.data_line
    [['abc', 11], ['this is x.html', 1], ['abc.com', 11], ['testlink', 11]]
    
    เนื้อไฟล์ util.py มีดังนี้
    #!/usr/bin/env python
    
    import sgmllib
    
    class HTML_weight_parse(sgmllib.SGMLParser):
        """Determine weight of text in HTML.
        input: text or html
        output = self.data_line : [[line1, weight1], ...]
    
        tag omitted data:
            script, style
    
        tag included attribute:
            meta name="keywords" content="..."
            img src="..." title="..." alt="..."
            a href="..."
        """
    
        weight_dict = { 'title':10, 'h1':10, 'h2':8, 'h3':7, 'h4':6, 'h5':5, 'h6':4 }
    
        def __init__(self, text):
            self.data = ''
            self.weight = 1
            self.data_line = []
            sgmllib.SGMLParser.__init__(self)
            for line in text.split('\n'):
                self.feed(line.strip())
            self.close()
    
        def handle_data(self, data):
            self.data += data
    
        def handle_comment(self, data): #bypass comment 
            pass
    
        def start_script(self, data): #bypass 
            pass
    
        def unknown_starttag(self, tag, attrs):
            self.flush()
            if attrs:  #tag with attributes
                meta_enable = False
                for name, value in attrs:
                    if tag == "a":
                        if name == "href":
                           self.data += value
                           self.flush(False)
                    elif tag == "meta":
                        if name == "name" and value == "keyword":
                            meta_enable = True
                            self.weight += 2
                        if name == "content" and meta_enable:
                            self.data += value
                            self.flush(False)
                            meta_enable = False
                    elif tag == "img" and name in ["title", "alt"]:
                        self.data += value
                        self.flush(False)
                    else:
                        self.flush()
            #tag with & without attribute
            if tag in self.weight_dict.keys():
                self.weight += self.weight_dict[tag]
            else:
                self.flush()
    
        def unknown_endtag(self, tag):
            self.flush()
    
        def close(self):
            sgmllib.SGMLParser.close(self)
            self.flush()
    
    Topic: 

    python: ทำห้องแสดงภาพผ่านเว็บ

    ทำห้องแสดงภาพผ่านเว็บด้วยไพธอนอย่างง่าย
    ความต้องการคือ

    • โยนภาพใส่ไดเรกทอรี่ (ด้วยมือ คือคัดลอกผ่านเชลล์) แล้วให้โปรแกรมจัดการลดขนาดและสร้างภาพเล็กสำหรับแสดง
    • เก็บไฟล์ภาพเหมือนระบบไฟล์ปกติ เพื่อไม่ให้ระบบไฟล์ซับซ้อนเกินไป
    • ไม่แตะต้องไฟล์ภาพต้นฉบับ และต้องสามารถเข้าถึงได้
    • หมุนภาพอัตโนมัติ และให้มีหน้า admin สำหรับหมุนภาพในภายหลัง ในกรณีที่เป็นภาพที่ไม่มีข้อมูล Exif

    ทำกับเดเบียน+ไพธอน โดยใช้มอดูล wsgi ผ่าน apache2, มอดูล Image และเรียกใช้โปรแกรมภายนอกคือ imagemagick

    เริ่มด้วยติดตั้งแพกเกจ และเปิดใช้มอดูล wsgi

    # aptitude install apache2 libapache2-mod-wsgi python-imaging imagemagick
    # a2enmod wsgi

    สมมุติว่ารากของ apache2 อยู่ที่ /var/www
    เราจะให้ url ของห้องแสดงภาพเป็น http://www.example.com/pythongal
    และเนื่องจากเราทำแบบง่าย จึงตัดเรื่องบัญชีผู้ใช้ออก ลักไก่ให้หน้าของ admin เป็น http://www.example.com/.admin-pythongal ซึ่งกำหนดในโปรแกรม

    ติดตั้งโปรแกรมโดยแปลงตัวเป็น www-data ก่อน

    # su www-data

    ไปที่ไดเรคทอรี่ของ apache2 ดาวน์โหลดโปรแกรม ติดตั้งและปรับข้ออนุญาตให้เรียบร้อย

    $ cd
    $ wget http://www.thaitux.info/files/py/pythongal-511002.tar.gz
    $ tar xfz pythongal-511002.tar.gz
    $ chmod 755 pythongal

    เสร็จแล้ว
    ถ้าเราเอาอะไรใส่เข้าในไดเรกทอรี่ /var/www/pythongal เขาจะจัดการลดขนาดภาพและสร้างภาพเล็กให้เอง โดยเก็บไฟล์เหมือนระบบไฟล์ปกติ

    ปรับแต่งหน้าตาของ html จากไฟล์ template.html
    และปรับ css ที่ไฟล์ style.css
    ปรับคุณสมบัติของโปรแกรมจากตัวแปรที่หัวไฟล์

    ลองทดสอบหน้าตัวอย่างได้ที่ www.thaitux.info/pythongal
    และหน้า admin สำหรับหมุนภาพที่ www.thaitux.info/.admin-pythongal

    python: ทำโปรแกรมแปลงบาลี

    มีงานต้องแปลงบทสวดมนต์จากไทยไปอังกฤษ แต่ยาวมากถึงเกือบ ๓๐๐ บท ทำเสร็จแล้วจึงเขียนโปรแกรมเพื่อตรวจทานและเพื่อกันไม่ให้ลืม ต่อด้วยขยายความสามารถให้แปลได้หลาย ๆ ภาษา คิดว่าคงจะมีโอกาสใช้งานภายหลัง

    ใครมีโอกาสใช้งาน รบกวนช่วยทดสอบให้ด้วยครับ

    ดาวน์โหลด

    ข้อจำกัด

    • ยังใช้ Python 2 อยู่
    • ไฟล์ตั้งต้นได้แค่ภาษาอังกฤษแบบบาลี ไทยบาลี ไทยแบบง่าย และพม่าบาลี เนือ่งจากภาษาเหล่านี้มีตัวอักษรครบ
    • สำหรับการแปลงเป็นไทยแบบง่าย มีหลายมาตรฐาน ตัดสินใจไม่แยกอักษรควบ ทำให้บางครั้งคำดูแปลก เช่น นิโค๎รธะ และ วิรุโฬ๎ห (แทนที่จะเป็น นิค๎โรธะ และ วิรุฬ๎โห) การแปลงกลับไปมาอาจให้ผลไม่เหมือนเดิม
    • โปรแกรมยาวเกินจำเป็น และบั๊กเยอะแน่นอน อาจต้องแก้ผลลัพธ์ด้วยมือภายหลัง (ถ้ามีเวลาจะกลับมาแก้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น)

    การใช้งาน

    ลองใช้งานด้วยคำสั่ง

    $ ./pali_convert.py

    ได้ผลเป็น

    Usage: pali_convert.py -f LANG -t LANG INFILE [OUTFILE]
    
    Options:
        -f, --from: convert from language.
        -t, --to:   convert to language.
    
    Languages:
    *  engpali     : Pali English   (asevnā ca bālānaṃ, paṇḍitānañca sevnā ฯ)
       eng         : Simple English (asevna ca balanam, panditananca sevna ฯ)
    *  thaipali    : Pali Thai      (อเสวฺนา จ พาลานํ, ปณฺฑิตานญฺจ เสวฺนา ฯ)
    *  thai        : Simple Thai    (อะเสว๎นา จะ พาลานัง, ปัณฑิตานัญจะ เสว๎นา ฯ)
       lao         : Simple Lao     (อະເສວນາ ຈະ ພາລານັງ, ປັນດິຕານັຍຈະ ເສວນາ ຯ)
    *  burmpali    : Pali Burmese   (အသေဝ္နါ စ ဗာလာနံ, ပဏ္ဍိတာနည္စ သေဝ္နါ ฯ)
    
    (* = Supported input language, eg. convert from)
    

    สมมุติจะแปลงจากไทยแบบง่าย เป็นอังกฤษแบบง่าย ก็สั่งด้วย

    $ ./pali_convert.py -f thai -t engpali THAI.txt ENG.txt
    Convert from thai (THAI.txt) to eng (ENG.txt) success.

    ไฟล์ที่จะแปลง

    $ cat THAI.txt
    อุปปาตะสันติ
    
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ.
    
    คันถารัมภะ
    
    (ก) สุทุททะโส อะยัง ธัมโม โลกัตถัง ชินะเทสิโต
    มะหาสันติกะโร โลเก สัพพะสัมปัตติทายะโก. 
    
    (ข) สัพพุปปาตูปะสะมะโณ ภูตะยักขะนิวาระโณ
    อะกาละมัจจุสะมะโณ โสกะโรคะวินาสะโน. 
    
    (ค) ปะระจักกะปะมัททะโน รัญโญ วิชะยะวัฑฒะโน
    สัพพานิฏฐะหะโร สันโต ธัมมัง วักขามิ ภูตะโต. 
    
    (ฆ) วัตถุตตะยัสสะ โย ยัตถะ สังวัณเณติ คุณุตตะเม
    ตัสสะ ตัตถะ สุขาโรค๎ยะ- โสตถิโย โหนติ สัพพะทา. 
    

    ได้ผลเป็น

    $ cat ENG.txt
    uppatasanti
    
    namo tassa bhagavato arahato sammasambuddhassa.
    
    gantharambha
    
    (k) sududdaso ayam dhammo lokattham jinadesito
    mahasantikaro loke sabbasampattidayako. 
    
    (kh) sabbuppatupasamano bhutayakkhanivarano
    akalamaccusamano sokarogavinasano. 
    
    (g) paracakkapamaddano ranno vijayavaddhano
    sabbanitthaharo santo dhammam vakkhami bhutato. 
    
    (gh) vatthuttayassa yo yattha sanvanneti gunuttame
    tassa tattha sukharogya- sotthiyo honti sabbada. 
    
    Topic: 

    python: มอดูลน่าสนใจ

    รวมมอดูลที่น่าสนใจ

    Topic: 

    python: แปลง Singular/Plural

    ใช้แปลงคำนามระหว่าง Singular/Plural รุ่นนี้ใช้ได้กับภาษาอังกฤษและเสปน ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.bermi.org/downloads $ wget http://www.bermi.org/downloads/python_inflector-0.1.tar.gz
    $ tar xfz python_inflector-0.1.tar.gz
    $ cd python_inflector-0.1
    $ python
    Python 2.5.2 (r252:60911, Jul 31 2008, 07:39:27) 
    [GCC 4.3.1] on linux2
    Type "help", "copyright", "credits" or "license" for more information.
    >>> import Inflector
    >>> inf = Inflector.English()
    >>> inf.singularize('oxen')
    'ox'
    >>> inf.pluralize('sheep')
    'sheep'
    >>>
    
    ยังมีอีกหลายฟังก์ชั่น เอาไว้ค่อยศึกษาอีกที update
    ลองใช้แล้ว ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ กฎต่าง ๆ ยังขาดความสมบูรณ์อีกมาก
    ลองปรับปรุงเล็กน้อยเฉพาะส่วนของ Singular/Plural ให้พอใช้งานจริงได้
    (แต่ก็ยังไม่ดีอยู่ดี)
    $ vi Rules/English.py
    # Copyright (c) 2006 Bermi Ferrer Martinez
    # info at bermi dot org
    # See the end of this file for the free software, open source license (BSD-style).
    
    import re
    from Base import Base
    
    class English (Base):
        """
        Inflector for pluralize and singularize English nouns.
        
        This is the default Inflector for the Inflector obj
        """
        
        irregular_words = {
            'person' : 'people',
            'man' : 'men',
            'child' : 'children',
            'sex' : 'sexes',
            'foot' : 'feet',
            'goose' : 'geese',
            'tooth' : 'teeth',
        }
    
        reserve_words = {
            'ox' : 'oxen',
            'genus': 'genera',
            'corpus': 'corpora',
            'concerto': 'concerti',
            'bus' : 'buses',
            'virus' : 'viruses',
            'apparatus': 'apparatuses',
            'die' : 'dice',
            'this' : 'these',
            'that' : 'those',
            'quiz' : 'quizzes',
            'polka' : 'polkas',
            'passerby' : 'passersby',
            'sarcoma' : 'sarcomata', 
            'schema' : 'schemata', 
            'stigma' : 'stigmata', 
            'stoma' : 'stomata', 
            'cherub' : 'cherubim',
            'kibbutz' : 'kibbutzim',
            'seraph' : 'seraphim',
            'mum' : 'mums',
            'boa' : 'boe',
        }
            
        uncountable_words = ['aircraft','equipment', 'information', 'rice', \
            'money', 'species', 'series', 'fish', 'sheep', 'shrimp', 'sms', \
            'moose', 'bison', 'deer', 'means', 'scissors', 'species', 'swine', \
            'salmon',
            'meerschuam',
            'scum','talcum',
            'offspring',
            'sorghum','wampum',
            'phoenix',
            ]
        
            
        def pluralize(self, word) :
            '''Pluralizes English nouns.'''
            
            #get rules from 
            #http://web2.uvcs.uvic.ca/elc/studyzone/330/grammar/irrplu.htm
            #http://www2.gsu.edu/~wwwesl/egw/pluralsn.htm
            rules = [
                ['(?i)eau$' , 'eaux'],
                ['(?i)menon$' , 'mena'],
                ['(?i)terion$' , 'teria'],
                ['(?i)(m|[^b]l)ouse$' , '\\1ice'],
                ['(?i)(d|l|r)ix$' , 'ices'],
                ['(?i)(d|p|t)ex$' , 'ices'],
                ['(?i)(ar|f|oo)f$' , '\\1fs'],
                ['(?i)(f|fe)$' , 'ves'],
                ['(?i)(pian|sol|temp)o$' , '\\1os'],
                ['(?i)(a|e|i|o|u|n)o$' , '\\1os'],
                ['(?i)(o|x|z|ch|ss|sh)$' , '\\1es'],
                ['(?i)-in-law$' , 's-in-law'],
                ['(?i)ful$' , 'sful'],
                ['(?i)is$' , 'es'],
                ['(?i)(d|(a|e|i|o|u)n|p|pl|r|s|t)us$' , '\\1uses'],
                ['(?i)(bu)s$' , '\\1ses'],
                ['(?i)us$' , 'i'],
                ['(?i)(a|b|dumd|e|g|h|k|(d|l|p|s|sy)l|o|r|s)um$' , '\\1ums'],
                ['(?i)um$' , 'a'],
                ['(?i)(a|e|i|o|u)a$' , '\\1as'],
                ['(?i)a$' , 'ae'],
                ['(?i)([^aeiouy]|qu)y$' , '\\1ies'],
                ['(?i)s$' , 'ses'],
                ['(?i)$' , 's']
            ]
            
            lower_cased_word = word.lower();
            
            for uncountable_word in self.uncountable_words:
                if lower_cased_word[-1*len(uncountable_word):] == uncountable_word :
                    return word
            
            for irregular in self.irregular_words.keys():
                match = re.search('('+irregular+')$',word, re.IGNORECASE)
                if match:
                    return re.sub('(?i)'+irregular+'$', match.expand('\\1')[0]\
                        +self.irregular_words[irregular][1:], word)
    
            for res_word in self.reserve_words.keys():
                if res_word == word:
                    return self.reserve_words[res_word]
            
            for rule in range(len(rules)):
                match = re.search(rules[rule][0], word, re.IGNORECASE)
                if match :
                    groups = match.groups()
                    for k in range(0,len(groups)) :
                        if groups[k] == None :
                            rules[rule][1] = rules[rule][1].replace('\\'+str(k+1), '')
                            
                    return re.sub(rules[rule][0], rules[rule][1], word)
            
            return word
    
    
        def singularize (self, word) :
            '''Singularizes English nouns.'''
            
            rules = [
                ['(?i)eaux$' , 'eau'],
                ['(?i)mena$' , 'menon'],
                ['(?i)teria$' , 'terion'],
                ['(?i)([m|l])ice$' , '\\1ouse'],
                ['(?i)ices$' , '|ix|ex'],
                ['(?i)ves$' , '|f|fe'],
                ['(?i)os$' , 'o'],
                ['(?i)(o|x|z|ch|ss|sh)es$' , '\\1'],
                ['(?i)s-in-law$' , '-in-law'],
                ['(?i)sful$' , 'ful'],
                ['(?i)(d|(a|e|i|o|u)n|p|pl|r|s|t)uses$' , '\\1us'],
                ['(?i)(a|b|dumd|e|g|h|k|(d|l|p|s|sy)l|o|r|s)ums$' , '\\1um'],
                ['(?i)a$' , 'um'],
                ['(?i)i$' , 'us'],
                ['(?i)ses$' , 's'],
                ['(?i)es$' , 'is'],
                ['(?i)(a|e|i|o|u)as$' , '\\1a'],
                ['(?i)ae$' , 'a'],
                ['(?i)ies$' , 'y'],
                ['(?i)s$' , '']
            ]
        
            irregular_words = dict(
                [[self.irregular_words[i],i] for i in self.irregular_words.keys()] )
        
            reserve_words = dict(
                [[self.reserve_words[i],i] for i in self.reserve_words.keys()] )
    
            lower_cased_word = word.lower();
        
            for uncountable_word in self.uncountable_words:
                if lower_cased_word[-1*len(uncountable_word):] == uncountable_word :
                    return word
                
            for irregular in irregular_words.keys():
                match = re.search('('+irregular+')$',word, re.IGNORECASE)
                if match:
                    return re.sub('(?i)'+irregular+'$', match.expand('\\1')[0]+irregular_words[irregular][1:], word)
                
            for res_word in self.reserve_words.keys():
                if res_word == word:
                    return self.reserve_words[res_word]
    
            for rule in range(len(rules)):
                match = re.search(rules[rule][0], word, re.IGNORECASE)
                if match :
                    groups = match.groups()
                    for k in range(0,len(groups)) :
                        if groups[k] == None :
                            rules[rule][1] = rules[rule][1].replace('\\'+str(k+1), '')
                            
                    return re.sub(rules[rule][0], rules[rule][1], word)
            
            return word
        
    
    
    # Copyright (c) 2006 Bermi Ferrer Martinez
    # Permission is hereby granted, free of charge, to any person obtaining a copy
    # of this software to deal in this software without restriction, including
    # without limitation the rights to use, copy, modify, merge, publish,
    # distribute, sublicense, and/or sell copies of this software, and to permit
    # persons to whom this software is furnished to do so, subject to the following
    # condition:
    #
    # THIS SOFTWARE IS PROVIDED "AS IS", WITHOUT WARRANTY OF ANY KIND, EXPRESS OR
    # IMPLIED, INCLUDING BUT NOT LIMITED TO THE WARRANTIES OF MERCHANTABILITY,
    # FITNESS FOR A PARTICULAR PURPOSE AND NONINFRINGEMENT. IN NO EVENT SHALL THE
    # AUTHORS OR COPYRIGHT HOLDERS BE LIABLE FOR ANY CLAIM, DAMAGES OR OTHER
    # LIABILITY, WHETHER IN AN ACTION OF CONTRACT, TORT OR OTHERWISE, ARISING FROM,
    # OUT OF OR IN CONNECTION WITH THIS SOFTWARE OR THE USE OR OTHER DEALINGS IN
    # THIS SOFTWARE.
    
    
    Topic: 

    python: แปลง html เป็น epub

    เป็นโปรแกรมเล็ก ๆ ในการช่วยแปลงไฟล์ HTML เป็น EPUB ทำงานได้ในไฟล์เดียว แต่ยังทำงานได้จำกัด ไม่ได้รองรับข้อกำหนดทุกอย่างของ EPUB โดยเฉพาะ HTML5

    ดาวน์โหลด

    การปรับปรุง

    • 57-01-26: เพิ่มการรองรับ footnote โดยโปรแกรมจะค้นหา footnote ที่มีอยู่ และสอดกลับเข้าไปในบทที่เป็นลิงก์ต้นทาง
      มีข้อแม้ว่า ต้องขึ้นต้นด้วย

      หรือ

      เท่านั้น

    สมบัติและข้อกำหนด

    • แปลง HTML ไฟล์เดี่ยว
    • ต้องเตรียมไฟล์ต้นฉบับ HTML มาก่อน เช่น
      • บังคับแบ่งบทด้วยแท็ก <!--section_break--> หรือ <!--page_break-->
      • หากไม่มีแท็กแบ่งบทข้างต้น โปรแกรมจะแบ่งด้วยแท็ก <h1> หรือ <h2>
      • อาจแบ่งคำด้วย SWATH ซึ่งต้องแบ่งมาก่อน
      • ปรับแต่ง css มาแล้ว ซึ่งอาจเป็นภายในไฟล์ HTML เอง หรือระบุไฟล์ภายใต้ไฟล์ลูก INC_FILE.py ด้วยพารามิเตอร์ -i ก็ได้ (EPUB รองรับ css ไม่ครบทุกคำสั่ง) โดยอันหลังสำคัญกว่าอันแรก คือจะแทนที่ css ในไฟล์ HTML ด้วย css ที่ระบุไว้
      • ถ้ามีบทสารบัญภายในไฟล์ HTML โปรแกรมจะสร้างบทสารบัญไว้ด้วย แต่จะสร้างโค๊ด HTML ขึ้นมาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับ EPUB หากไม่ต้องการให้มีสารบัญอยู่ภายในบท ต้องลบบทสารบัญออกจากไฟล์ต้นฉบับ HTML ออกก่อน
    • แปลงเป็น EPUB ได้ 3 รุ่น คือ 2.0, 2.0.1 และ 3.0 ระบุด้วยพารามิเตอร์ -ver ค่าปริยายคือ 2.0.1
    • ระบุจำนวนชั้นของสารบัญได้ ด้วยพารามิเตอร์ -toclevel N ค่าปริยายคือ 3
    • ไฟล์ประกอบ เช่น ไฟล์ภาพ,ไฟล์ฟอนต์ และอื่น ๆ ต้องเตรียมด้วยมือเอง โดยใส่ไว้ภายใต้ไดเรคทอรี่ที่ระบุในพารามิเตอร์ -incdir DIR ทุกไฟล์และไดเรคทอรี่ภายใต้ DIR/ จะถูกคัดลอกไปยังไดเรคทอรี่ของ EPUB ชื่อ OEBPS/ ซึ่งถือเป็นไดเรคทอรี่รากของ EPUB เวลาเราอ้างถึงไฟล์จากคำสั่งใน css หรือคำสั่งใน HTML จะอิงกับไดเรคทอรี่รากนี้เสมอ
    • เมื่อโปรแกรมทำงานเสร็จ จะทิ้งไดเรคทอรี่งานเอาไว้ ชื่อ epubdir เพื่อประโยชน์ในการดีบั๊ก เมื่อเสร็จงานแล้ว สามารถลบทิ้งด้วยมือ และในการสั่งงานโปรแกรมแต่ละครั้ง ทุกอย่างภายใต้ไดเรคทอรี่นี้ จะถูกลบทิ้งและสร้างขึ้นใหม่ ดังนั้นหากมีการแก้ไขเพื่อทดสอบ ควรแบคอัพไว้ก่อน และหากไม่ต้องการรันโปรแกรมใหม่ แต่เป็นการแก้ไขเพื่อทดสอบ ให้ใช้คำสั่งเชลล์ในการสร้าง EPUB ดังนี้
      $ cd epubdir
      $ zip -qX0 ../FILE.epub mimetype
      $ zip -qrX9 ../FILE.epub * -x mimetype
      $ cd -
      
    • เขียนแบบ quick&dirty ค่อย ๆ คลำไป บั๊กเยอะแน่นอน

    หมายเหตุในการทดสอบ

    • เลือกใช้รุ่น 2.0.1 เป็นค่าปริยาย เพราะ Google Play Books แสดงผลสารบัญแบบหลายชั้นได้ไม่ครบถ้วน และความรู้ยังไม่พอศึกษาและทดสอบ HTML5
    • ใช้โปรแกรม epubcheck ในการตรวจสอบความถูกต้องของไฟล์ epub ที่ได้
    • การฝังฟอนต์ ยังไม่ได้ทดสอบ เพราะโปรแกรมอ่านอีบุ๊คในท้องตลาดยังรองรับภาษาไทยและ opentype ไม่เต็มที่
    • การทดสอบการแสดงผล ส่วนใหญ่ทดสอบใน EPUBReader Extensions ในไฟร์ฟอกซ์, Google Play Books บน Desktop/Android และ iBooks บน Mac/iOS ก็แสดงผลได้ดีพอควร มีข้อสังเกตุคือ
      • EPUBReader Extensions แสดงขนาดฟอนต์ได้ไม่คงที่นัก
      • Google Play Books บน Desktop แสดงผลได้ค่อนข้างดี สารบัญแสดงครบ
      • Google Play Books บน Android แสดงได้พอใช้ มีการแสดงผลตัวเอียงผิดสลับมาบ้าง สารบัญหลายชั้นของรุ่น 3.0 แสดงผิดเป็นบรรทัดว่าง และของรุ่น 2.0 แสดงแค่ชั้นเดียว
      • iBooks ทั้งบน Mac และ iOS แสดงผลได้ดีเลิศ รองรับ CSS กว้างที่สุด แต่บน iOS7 ทำงานกับภาษาไทยได้ช้ามาก

    การใช้งาน

    ลองใช้งานด้วยคำสั่ง

    $ ./html_2epub.py

    ได้ผลเป็น

    Usage: html_2epub.py [-showvar] [-ver EPUB_VER] [-ctl] [-toclevel N] [-i INC_FILE.py] [-c COVERIMG] [-incdir INC_DIR] FILE.html [FILE.epub]
    
    Convert one html file to epub.
    
    Parameters:
        -showvar: show internal variables that can modify for properly convert.
            example: html_2epub.py -showvar > INC_FILE.py.
        -ver: EPUB version ['2.0', '2.0.1', '3.0'], default '2.0.1'.
        -ctl: convert html tag to lowercase, not necessary if tag is already lower.
        -toclevel N: max level of TOC (default is 3).
        -i: include additional variables from INC_FILE.py.
        -c: cover image (jpg,png,gif).
        -incdir: include directory (will copy all files/dir in this dir into OEBPS/).
    
    To do:
        - ISBN supported, currently just use UUID.
    

    ลองสร้างไฟล์ลูก

    $ ./html_2epub.py -showvar > INC_FILE.py
    $ cat INC_FILE.py

    ได้เป็น

    #!/usr/bin/env python
    # coding=utf-8
    # ---------- html_2epub.py SECTION ----------
    #
    # variable that can be overriden.
    
    #VARIABLE ORDER: no order required.
    
    
    #-----type: STRING, will REPLACE default variable of same name-----
    #style_file : stylesheet file to replace original in html file.
    style_file = ""
    
    #language : language to be used, ('ENGLISH','THAI' : default THAI).
    language = "THAI"
    
    #book_uuid : UUID book identifier.
    book_uuid = "7a27330a-ebec-4fe9-9eb3-d8f09a75e789"
    
    #book_isbn : ISBN book identifier.
    book_isbn = ""
    
    
    #-----type: STRING, will APPEND default variable of same name-----
    
    #-----type: LIST, will APPEND default variable of same name-----
    #add_toc_brk_list : additional tags to be use for breaking chapter: [ [TAG,LEVEL],...].
    add_toc_brk_list = []
    
    #mod_toc_title_list : text to override default toc header and toc level: [ [CHAP_FILE#ID,LABEL,LEVEL],...] (use LEVEL=0 is no modified).
    mod_toc_title_list = []
    
    

    หลังจากปรับแต่งไฟล์ INC_FILE.py แล้ว ลองใช้งานจริงด้วยคำสั่ง

    $ ./html_2epub.py -i INC_FILE.py INFILE.html OUTFILE.epub
    Topic: